การฝึกโยคะด้วยท่าไหว้พระอาทิตย์ ท่าพื้นฐาน แต่มีประโยชน์ขั้นเทพ

โยคะ ถือเป็นทั้งศาสตร์และศิลป์ในด้านการออกกำลังกายที่มีรากฐานมาจากประเทศอินเดีย เพราะผู้ฝึกโยคะนอกจากจะได้ปรับสมดุลของร่างกายให้มีทั้งความยืดหยุ่นและความแข็งแรง โยคะยังช่วยให้จิตใจของผู้ฝึกมีความสงบและผ่อนคลายได้อย่างเหลือเชื่อ ถ้าหากจะเอ่ยถึงประวัติความเป็นมา การฝึกฝนท่าต่าง ๆ ของโยคะทั้งหมด ก็คงจะต้องใช้เวลามากพอสมควร วันนี้จึงขอหยิบยกท่าโยคะที่เรียกง่าย ๆ ว่า “ท่าไหว้พระอาทิตย์” ซึ่งเป็นท่าพื้นฐานสำหรับการเริ่มต้นไปสู่การฝึกฝนโยคะในท่าอื่น ๆ ต่อไป

ท่าไหว้พระอาทิตย์ (Sun Salutation) 12 ท่า ฝึกง่าย ให้ประโยชน์เยอะ

ท่าไหว้พระอาทิตย์” หรือมีชื่อเรียกอีกอย่างหนึ่งคือ “สุริยนมัสการ” (Surya Namaskar) เป็นท่าโยคะที่เปรียบเสมือนท่าไหว้ครูและเป็นการแสดงถึงความเคารพต่อพระอาทิตย์ ซึ่งจะต้องทำท่าต่อเนื่อง 12 ท่าต่อ 1 รอบ เป็นการการอบอุ่นร่างกายในช่วงเริ่มต้นของการฝึกโยคะ ผู้ฝึกจะต้องทำประมาณ 6-12 รอบ เพื่อเตรียมร่างกายให้มีความพร้อมของกล้ามเนื้อ ข้อต่อต่าง ๆ ในการฝึกในท่าต่อไป และเราขอนำชุดท่าไหว้พระอาทิตย์ทั้ง 12 ท่ามาให้คุณได้ลองฝึกตามแบบง่าย ๆ กัน ดังนี้

1. ท่าสัมมาทิฐิ ยืนตรงบริเวณหัวเสื่อโยคะ หัวแม่เท้าชิดกัน แยกส้นเท้าออกเล็กน้อย มองตรงไปข้างหน้า จากนั้นค่อย ๆ พนมมือไว้กลางอก ระหว่างนี้หายใจเข้าลึก ๆ และหายใจออกยาว ๆ

2. ท่าพระจันทร์เสี้ยว หายใจเข้าแล้วเหยียดแขนตรงขึ้นไปจนสุด ยืดกระดูกสันหลัง ยืดอกขึ้น ค่อย ๆ เอนตัวไปด้านหลัง แขนควรแนบใบหูทั้งสอง เงยหน้า สายตามองที่มือ

3. ท่ายืนก้มตัว ให้หายใจออกช้า ๆ แล้วโน้มตัวไปข้างหน้าจนฝ่ามือราบกับพื้น ผู้ฝึกใหม่อาจจะยังไม่สามารถใช้ฝ่ามือแตะพื้นได้จึงไม่ควรฝืน ให้ใช้มือจับที่ข้อเท้าแทน เหยียดขาตรง น้ำหนักลงปลายเท้า แต่หากปวดหลังสามารถงอเข่าได้เล็กน้อย ปล่อยศีรษะตามสบาย เมื่อฝึกบ่อย ๆ ร่างกายจะสามารถค่อย ๆ ยืดไปจนฝ่ามือแตะถึงพื้นได้เอง

4. ท่า Low Lounge หายใจเข้าช้า ๆ ฝ่ามือวางราบกับพื้น แล้วถอยเท้าขวาไปด้านหลัง วางเข่าขวาลงบนเสื่อ ยกตัวขึ้นมาให้หลังตรง ลดสะโพกให้ต่ำลงและยืดอกขึ้น เงยหน้าเชยคางเล็กน้อย มือสองข้างปล่อยข้างลำตัว หากฝึกเป็นประจำ จนตัวยืดหยุ่นดีเราจะใช้มือแตะพื้นได้เอง

5. ท่ากระดาน วางมือลงบนพื้นด้านหน้า แล้วถอยเท้าซ้ายคู่กับเท้าขวา ทำตัวตรง ขาตรงเป็นแนวกระดาน แขม่วหน้าท้องเล็กน้อย มองตรงไปด้านหน้า

6. ท่า 8 จุดสัมผัส หายใจออกช้า ๆ ลดเข่าแตะพื้นทั้งสองข้าง ปลายเท้าตั้ง แล้วค่อย ๆ ลดอกแตะพื้น ให้ก้นโด่งไว้ จากนั้นจึงใช้คางสัมผัสพื้นเบา ๆ ควรระวังอย่าให้น้ำหนักลงที่คาง ท่านี้ต้องใช้มือดันพื้นเพื่อช่วยกระจายน้ำหนัก ข้อศอกต้องหนีบเข้าหาลำตัว

7. ท่างู หายใจเข้าช้า ๆ ค่อย ๆ เลื้อยตัวไปข้างหน้า ยืดอกหรือพยายามดันอกไปด้านหน้า มือยันพื้นพยายามกดไหล่ให้ห่างหู เชยคางขึ้นเล็กน้อย

8. ท่า Downward Facing Dog หายใจออกช้า ๆ เอามือยันพื้นไว้ แขนเหยียดตรงแล้วดันสะโพกไปด้านหลังให้ก้นโด่งขึ้น ขาสองข้างเหยียดตรงและกระตุกเข่าให้ตรง พยายามอย่าเกร็งบ่า ไหล่ และศีรษะ ควรทิ้งลงสบาย ๆ ท่านี้ผู้ฝึกใหม่ ส้นเท้าอาจจะยังไม่สามารถวางแตะพื้นได้ ก็ให้ยกส้นเท้าไว้แต่ขาต้องเหยียดตรง

9. ท่า Low Lounge หายใจเข้า เงยหน้าแล้วก้าวเท้าขวาให้ไปอยู่ระหว่างมือ ถ้ายังไม่ถึงก็ค่อย ๆ กระเถิบเท้าไป วางเข่าซ้ายลง แล้วยกตัวขึ้นมา ยืดอกและลดสะโพกลงให้มากที่สุด (ทำคล้ายกับท่าที่ 4 แต่สลับข้างกัน)

10. ท่ายืนก้มตัว หายใจออก ก้าวเท้าซ้ายมาชิดเท้าขวา ก้มพับตัวลงไปและเหยียดขาตรง (งอได้เล็กน้อยหากรู้สึกปวดหลัง) น้ำหนักลงปลายเท้า มือวางราบกับพื้นหรือจับข้อเท้าไว้

11. กลับมาท่าพระจันทร์เสี้ยว หายใจเข้า เหยียดแขนขึ้นตรง ยืดอก ยืดลำตัวขึ้นและแอ่นหลังเล็กน้อย ท่านี้ต้องระวังการปวดหลังล่างจากการแอ่นมากเกินไป

12. สัมมาทิฐิ กลับมาที่ท่าแรก หายใจออก ลดมือลงมาพนมไว้ที่หน้าอก น้ำหนักลงที่ส้นเท้า หน้ามองตรง นับเป็น 1 รอบ และเตรียมพร้อมขึ้นต้นท่าใหม่ในรอบถัดไป

ชุดท่าไหว้พระอาทิตย์ทั้ง 12 กระบวนท่านั้น หากฝึกเป็นประจำทุกวัน โดยเฉพาะในยามเช้า จะทำให้คุณรู้สึกมีพลังและมีความสดชื่นพร้อมที่จะทำกิจกรรมอื่น ๆ ในวันนั้นต่อไปได้ดี เมื่อฝึกเป็นประจำ ร่างกายจะเริ่มมีความยืดหยุ่นมากขึ้น กล้ามเนื้อ ข้อต่อ เส้นเอ็นต่าง ๆ จะมีความแข็งแรง ส่วนจิตใจของผู้ฝึกก็จะไม่มีความเครียด รู้สึกสงบและมีสติมากขึ้นด้วย ลองหันมาฝึกโยคะกันรับรองจะต้องติดใจแน่นอน

เล่นกีฬา ช่วยพัฒนาสมอง ป้องกันอัลไซเมอร์

ถ้าหากจะพูดถึงประโยชน์ของการเล่นกีฬานั้น คงมีมากมายนับไม่ถ้วน อยู่ที่เราจะโฟกัสในด้านไหนมากที่สุด ซึ่งส่วนใหญ่แล้วไม่ว่าจะเล่นกีฬาประเภทใดก็ตาม หากไม่เสี่ยงอันตรายมากจนเกินไปและทำถูกวิธี กีฬาก็ให้คุณประโยชน์กับเราแทบทั้งนั้น ในวันนี้เราจึงขอนำเสนอประโยชน์ของการเล่นกีฬาที่มีส่วนช่วยป้องกันการเกิดโรคอัลไซเมอร์มาให้ทุกคนได้ทราบกัน เพราะโรคอัลไซเมอร์นั้นไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้ แต่เราสามารถป้องกันได้ด้วยวิธีง่าย ๆ อย่างการเล่นกีฬา

กีฬาที่ช่วยพัฒนาสมองให้ห่างไกลจากอัลไซเมอร์

อัลไซเมอร์ หรือ ภาวะสมองเสื่อม มักจะพบมากในผู้สูงอายุ ซึ่งโรคนี้เกิดจากการทำงานที่ผิดปกติของเซลล์ประสาทในสมอง ส่งผลให้ผู้ป่วยมีความจำแย่ลง และทำให้พฤติกรรมการใช้ชีวิตประจำวัน บุคลิกหรืออารมณ์เปลี่ยนแปลงไปอย่างเห็นได้ชัด หากมีภาวะสมองเสื่อมไปจนถึงระยะที่รุนแรง อาจจะถึงขั้นที่ผู้ป่วยไม่สามารถช่วยเหลือตนเองได้ เกิดโรคแทรกซ้อนต่าง ๆ จำใครไม่ได้ แขนขาอ่อนแรง ลุกไม่ได้ ทำให้ต้องนอนติดเตียงและมีอาการติดเชื้อแทรกซ้อนในที่สุด

คงเป็นความทรมานใจอย่างยิ่งหากเราต้องเห็นคนใกล้ชิดเจ็บป่วยด้วยโรคอัลไซเมอร์ รวมถึงตัวเราเองในอนาคตก็อาจจะมีความเสี่ยงกับภาวะสมองเสื่อมได้เช่นกัน เพราะฉะนั้นเรายังมีโอกาสป้องกันไม่ให้เกิดโรคได้ ด้วยการดูแลตัวเองตั้งแต่วันนี้ การเล่นกีฬาจึงเป็นทางเลือกที่ดีที่ไม่ใช่เป็นการป้องกันเพียงโรคเดียว แต่ยังได้ป้องกันจากโรคอื่น ๆ และได้ประโยชน์ต่าง ๆ มากมาย เรามาดูกันว่ากีฬาที่ว่านั้นคือกีฬาชนิดใด และช่วยป้องกันอัลไซเมอร์ได้จริงหรือไม่

1.กีฬาหมากรุก เป็นกีฬาที่ใช้ผู้เล่นเพียงสองคน และยังเล่นได้ทุกเพศ ทุกวัย สามารถนำมาเล่นกับคนในครอบครัวเป็นกิจกรรมที่กระชับความสัมพันธ์ได้เป็นอย่างดี กีฬาหมากรุกเป็นกีฬาที่ใช้สมองในการคิดวางแผนการเล่นอย่างระมัดระวัง ต้องมีทั้งสมาธิ มีไหวพริบและมีความคิดเชิงกลยุทธ์ในการเดินหมากแต่ละครั้งเพื่อเอาชนะฝ่ายตรงข้ามให้ได้

และในการที่ต้องใช้สมองคิดอย่างละเอียดถี่ถ้วนนี้ จึงทำให้กีฬาหมากรุกเป็นกีฬาช่วยพัฒนาสมองชั้นเยี่ยม ช่วยฝึกสมองในเรื่องของความจำ ช่วยคลายเครียดและลดความเสี่ยงของการเป็นโรคซึมเศร้า ซึ่งเป็นสาเหตุหนึ่งของโรคทางสมอง แถมหามาเล่นได้ง่าย ไม่สิ้นเปลืองอีกด้วย

2. กีฬาประเภทแอโรบิก ออกกำลังเบา ๆ แบบต่อเนื่อง เช่น การเดินเร็ว การวิ่งเหยาะ ๆ รำมวยจีน โยคะ หรือแม้แต่การเต้นรำ เช่น เต้นลีลาศในจังหวะที่ไม่เร็วเกินไป เน้นการเคลื่อนไหวของประสาทสัมผัสทั้ง 5 และต้องออกกำลังกายอย่างต่อเนื่องอย่างน้อย 20-30 นาทีเป็นต้นไป สัปดาห์ 3-5 วัน เพียงแค่นี้ก็สามารถช่วยป้องกันและลดภาวะการเสื่อมถอยของสมองได้ดี เนื่องจากได้ฝึกการใช้ประสาทสัมผัสเป็นประจำ

3. กีฬาปิงปอง หรือ Table Tennis เป็นการช่วยให้ร่างกายเคลื่อนไหวทั้งส่วนบนและส่วนล่าง เป็นการทำงานประสานกันระหว่างสายตาที่คอยจับจ้องลูกปิงปอง และมือที่ต้องคอยตีลูกโต้กลับ ส่วนสมองก็คิดวางแผนตอบโต้คู่ต่อสู้ในเวลาเดียวกัน เป็นการได้ใช้สมองหลาย ๆ ส่วนพร้อม ๆ กัน ทำให้สมองมีความตื่นตัวและไม่มีการเคลื่อนไหวร่างกายที่หนักจนเกินไป ผู้สูงอายุก็สามารถเล่นกีฬาปิงปองได้

การเล่นกีฬาประเภทต่าง ๆ ควรเล่นให้พอดีและเหมาะสมต่อสุขภาพร่างกายของเรา การออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอจะช่วยให้เรามีสุขภาพดี มีความกระฉับกระเฉง จิตใจแจ่มใส สมองปลอดโปร่งในที่สุดเราก็จะห่างไกลจากโรคอัลไซเมอร์ และโรคภัยไข้เจ็บอื่น ๆ ได้ นอกจากกีฬาแล้ว การกินอาหารที่มีประโยชน์และการพักผ่อนที่เพียงพอก็มีความสำคัญไม่แพ้กัน ดังนั้นควรหันมาดูแลตัวเองและคนใกล้ชิดตั้งแต่วันนี้จึงจะดีที่สุด

เล่นกีฬาได้โดยไม่ต้องเปลืองเงิน 4 กีฬาที่เล่นแล้วหุ่นดี มีตังค์เหลือ

 การเล่นกีฬาเกือบทุกประเภทต้องมีอุปกรณ์กีฬาเราถึงจะเล่นได้ แต่อุปกรณ์บางชนิดอาจมีราคาสูงมากจนกลายมาเป็นข้อจำกัดของการออกกำลังกาย แต่ถ้าหากเราเลือกเล่นกีฬาให้เหมาะสมกับตัวเราเองและมีจุดประสงค์ของการเล่นเพื่อสุขภาพที่แข็งแรงนั้น ยังมีกีฬาอีกหลายชนิดที่จะทำให้เราไม่ต้องกลัวว่าจะสิ้นเปลืองแถมยังได้สุขภาพและหุ่นดี ๆ กลับมาอีกด้วย

4 กีฬาเพื่อสุขภาพ เล่นได้ง่าย ๆ ไม่เปลืองเงิน

1.การวิ่ง เป็นกีฬาที่ใช้อุปกรณ์น้อย มีเพียง 1 อย่างที่ควรให้ความสำคัญนั่นคือ รองเท้าสำหรับวิ่ง มีราคาเริ่มตั้งแต่หลักร้อยไปจนถึงหลักพันต้น ๆ ที่มีคุณภาพดีและยังใช้ได้นานเพียงแต่ควรเลือกให้เหมาะกับรูปแบบของเท้าเราเพื่อใส่สบายและช่วยลดหรือป้องกันความเสี่ยงจากแรงกระแทกเวลาที่ลงน้ำหนักในการวิ่งแต่ละครั้ง

การไปวิ่งแบบไม่ต้องเสียเงิน คือเลือกวิ่งในสวนสาธารณะใกล้บ้าน สนามกีฬากลางประจำจังหวัดที่ปัจจุบันจะเปิดให้ประชาชนได้เข้ามาใช้พื้นที่ออกกำลังกายแบบไม่เสียค่าใช้จ่าย หรือพื้นที่ใกล้เคียงที่ปลอดภัยและไม่มีรถราวิ่งพลุกพล่าน เช่น ถนนรอบ ๆ หมู่บ้าน เป็นต้น

2.การกระโดดเชือก อุปกรณ์สำหรับกระโดดเชือกนั้นหาง่าย ราคาไม่แพง เริ่มตั้งแต่หลักร้อยเช่นกัน ที่สำคัญความยาวควรได้มาตรฐานและพอดีกับส่วนสูงของเรา เราสามารถวัดได้ด้วยการยืนเหยียบเชือกตรงกึ่งกลางแล้วดึงเชือกทั้งสองข้างขึ้นตรง ๆ ถ้าความยาวพอเหมาะกับความสูงของเรา เชือกจะขึ้นมาอยู่ที่ระดับรักแร้พอดี

การกระโดดเชือกไม่จำเป็นต้องออกไปข้างนอกก็ได้ เราสามารถกระโดดเชือกเล่นที่ลานบ้านได้ หรือแม้แต่ห้องนั่งเล่น เพียงแต่ระวังว่าไม่ควรมีข้าวของวางอยู่รอบ ๆ รวมถึงสัตว์เลี้ยงหรือเด็ก ๆ บริเวณนั้น ป้องกันการแกว่งเชือกไปโดนเท่านั้นเอง

3.เปตอง เป็นกีฬาที่เล่นง่ายและเล่นได้ในทุกสนาม เช่น สนามดิน สนามหิน ยกเว้นที่เป็นคอนกรีตและพื้นหญ้า โดยเล่นในที่ร่มก็ได้ กลางแจ้งก็ได้เป็นกีฬาที่ต้องเล่นเป็นทีมและแบ่งเป็น 2 ฝ่าย ซึ่งลูกเปตองหรือเรียกว่า ลูกบูล 1 เซ็ตจะมี 3 ลูก ราคาก็มีตั้งแต่หลักร้อยขึ้นไป หากต้องเล่นแข่งขันเปตองก็ต้องมีลูกเปตอง 2 เซ็ต

เปตองเป็นกีฬาที่นิยมอย่างแพร่หลาย ในหมู่บ้านหรือชุมชนมักจะมีสนามเปตองส่วนกลางไว้ให้ลูกบ้านมาร่วมเล่นด้วยกัน ถ้าคุณไม่ได้ซื้อลูกเปตองเองก็อาจจะขอเข้าร่วมเล่นกับสมาชิกคนอื่น ๆ ในหมู่บ้าน หรืออาจขอเข้าร่วมชมรมเปตองในพื้นที่ชุมชนที่เราอาศัยอยู่ เราก็สามารถไปร่วมเล่นได้ อาจจะมีค่าสมาชิกชมรมบ้างแต่ไม่แพงแน่นอน เผลอ ๆ บางชุมชนได้รับงบประมาณสนับสนุนการเล่นกีฬา อาจจะเล่นได้ฟรีเพราะไม่ได้เป็นกีฬาที่ใช้พื้นที่สนามและอุปกรณ์การเล่นสิ้นเปลืองมากมายเลย

4.แบดมินตัน อุปกรณ์ที่ใช้ก็คือไม้แบดมินตันและลูกแบดมินตันที่เราคุ้นเคยและเรียกว่า ลูกขนไก่ ถือว่าเป็นอุปกรณ์กีฬาที่ไม่แพงและหาง่าย กีฬาแบดมินตันส่วนใหญ่จะเล่นกันเป็นคู่ ราคาไม้แบดมินตันเริ่มต้นที่หลักร้อย คุณภาพปานกลางก็ใช้ได้ดีทีเดียว ส่วนลูกขนไก่ก็ใช้เล่นได้นานพอสมควรถ้ามือสมัครเล่นไม่เน้นตบหนักก็ใช้เล่นได้ไปยาว ๆ

การเล่นแบดมินตันไม่จำเป็นจะต้องไปเล่นที่สนามแบดมินตันจริงเสมอไป คุณสามารถเล่นสนามหญ้าหน้าบ้าน ลานกีฬาในหมู่บ้านหรือชุมชน เพียงเท่านี้ก็สามารถเป็นการออกกำลังกายเพื่อสุขภาพได้ดีเยี่ยม

 แต่ถ้าหากอยากได้อารมณ์เล่นในสนามจริง เดี๋ยวนี้กีฬาแบดมินตันส่วนใหญ่จะมีสนามฝึกซ้อมหรือที่เราเรียกว่า คอร์ทแบดมินตันเปิดให้เช่าเล่นเป็นรายชั่วโมงอยู่มากมาย คุณอาจจะนัดเพื่อน ๆ ที่ชื่นชอบกีฬาแบดมินตันไปเล่นด้วยกันและแชร์ค่าเช่าสนามกันได้ โดยค่าเช่าคอร์ทส่วนใหญ่เริ่มต้นหลักร้อย หารกันหลายคนก็ถือว่าไม่แพงเลยถ้าเทียบกับสุขภาพที่ดีทั้งกายและใจของเราที่จะได้รับกลับมา

กีฬาทุกประเภทให้ประโยชน์มากมายต่อร่างกายของคนเราหากเลือกเล่นอย่างเหมาะสม ไม่จำเป็นต้องเล่นกีฬาที่ต้องใช้อุปกรณ์ที่มีราคาสูงจนเกินไปหรือการใช้อุปกรณ์ที่ไม่จำเป็นและทำให้เราสิ้นเปลืองโดยใช่เหตุ  เพียงเท่านี้คุณก็สามารถมีสุขภาพร่างกายแข็งแรงและมีรูปร่างที่ดีได้เช่นกัน

5 กีฬาที่สามารถเล่นได้โดยไม่ต้องง้อใคร

เทรนด์การออกกำลังกายกำลังได้รับความนิยมอย่างมากในหมู่คนรุ่นใหม่ที่มีใจรักสุขภาพ หลายคนมองหากีฬาที่ตัวเองถนัดและชื่นชอบ แต่กีฬาส่วนใหญ่จำเป็นต้องมีผู้อื่นเล่นด้วย แม้ตัวเรามีความพร้อมในการออกกำลังอย่างมาก หากเพื่อนหรือคนรู้จักว่างไม่ตรงกันก็ไม่สามารถสนุกกับกีฬาเหล่านั้นได้ วันนี้จึงขอพาไปทำความรู้จักกับ 5 ชนิดกีฬาที่สามารถเล่นด้วยตัวคนเดียวได้

1. วิ่ง

การวิ่งถือเป็นกีฬาที่ดีต่อสุขภาพ เหมาะกับทุกเพศทุกวัย แถมยังได้ชื่อว่าเป็นกีฬาที่ประหยัดที่สุด เนื่องจากมีรองเท้าที่เหมาะสมเพียงแค่คู่เดียวก็สามารถเล่นกีฬานี้ได้ ผู้เล่นสามารถเลือกใช้ความเร็วและระยะทางให้เหมาะสมกับสภาพร่างกายของตัวเอง ซึ่งหากมีความชำนาญมากพอก็สามารถเลือกท้าทายตัวเองด้วยการเข้าร่วมงานวิ่งต่าง ๆ ที่จัดขึ้นทั่วประเทศได้ โดยอาจเริ่มจาก Fun Run ระยะทาง 5 กิโลเมตร จากนั้นค่อยขยับไปเป็นมินิมาราธอน 10.5 กิโลเมตร ฮาล์ฟมาราธอน 21 กิโลเมตร ไปจนถึงมาราธอนเต็มรูปแบบที่ 42.195 กิโลเมตรในที่สุด

2. ว่ายน้ำ

ว่ายน้ำนับเป็นอีกหนึ่งชนิดกีฬายอดฮิต เพราะนอกจากจะได้ใช้ร่างกายทุกส่วนในการออกกำลังกายแล้ว ยังถือเป็นการคลายร้อนไปในตัวด้วย ซึ่งการว่ายน้ำช่วยเผาผลาญแคลอรี่ได้เป็นจำนวนมาก ผู้เล่นสามารถเลือกใช้ท่าว่ายน้ำตามที่ตัวเองถนัดได้ ไม่ว่าจะเป็นท่าฟรีสไตล์, ท่ากรรเชียง, ท่ากบ และท่าผีเสื้อ นอกจากนั้นการออกกำลังกายในน้ำยังไม่ทำให้ข้อต่อทุกส่วนในร่างกายไม่ได้รับแรงกระแทกอีกด้วย

3. ปั่นจักรยาน

กีฬาปั่นจักรยานเป็นสิ่งที่หลายคนคุ้นเคยมาตั้งแต่วัยเด็กเพื่อออกไปเรียนรู้โลกกว้าง ปัจจุบันมีจักรยานหลายประเภทให้ผู้เล่นเลือกใช้ได้ตามความชอบและกำลังทรัพย์ ตั้งแต่ Utility Bike หรือจักรยานแม่บ้านที่มีตะกร้าหน้ารถ, BMX จักรยานที่เหมาะกับทุกสภาพถนนที่เราคุ้นเคย, Mountain Bike จักรยานที่ออกแบบมาเพื่อใช้วิ่งบนทางวิบากหรือขึ้นเขา ไปจนถึง Fix Gear จักรยานที่ไม่มีเกียร์ทรงคลาสสิค โดยเราสามารถใช้การปั่นจักรยานเป็นการออกกำลังกายควบคู่ไปกับการเดินทางในชีวิตประจำวันได้อีกด้วย

4. สควอช

สควอช เป็นกีฬาที่คล้ายกับเทนนิสแต่ไม่จำเป็นต้องมีผู้อื่นเล่นด้วย โดยเป็นการตีลูกอัดกำแพงและอาศัยแรงสะท้อนจากผนังกลับมา การเล่นสควอชจำเป็นต้องใช้อุปกรณ์คือไม้แร็กเกตและลูกสควอช ซึ่งลูกสควอชนั้นจะแบ่งเป็น 4 สี คือ ลูกจุดสีฟ้า จะกระดอนเร็วและไกลเหมาะกับผู้เล่นมือใหม่ ส่วนลูกจุดสีแดง จะมีความเร็วและกระดอนน้อยกว่า สำหรับคนที่ชำนาญแล้วและเหมาะสำหรับการออกกำลังกาย ส่วนลูกจุดสีขาวและสีเหลือง จะกระดอนช้านิยมใช้สำหรับการแข่งขัน

5. กระโดดเชือก

                กระโดดเชือก อีกหนึ่งชนิดกีฬาที่ง่ายและประหยัด แค่เชือกสำหรับกระโดดเส้นเดียวก็สามารถออกกำลังกายได้แล้ว แถมยังช่วยเผาผลาญแคลอรี่ได้มากถึง 800-1,000 แคลอรี่ต่อชั่วโมง แม้จะดูว่าเป็นการออกกำลังกายของเด็ก แต่ปัจจุบันก็ได้มีการจัดแข่งขันกระโดดเชือกชิงแชมป์โลกเป็นประจำอีกด้วย

แม้จะเล่นเพียงคนเดียว แต่ทั้ง 5 ชนิดกีฬาก็ช่วยให้กล้ามเนื้อส่วนต่าง ๆ ของร่างกายได้ถูกใช้งาน เสริมสร้างการทำงานของหัวใจและปอดให้แข็งแรง ผ่อนคลายความเครียด และยังมีส่วนช่วยในการควบคุมน้ำหนักได้ดีไม่ต่างจากการเล่นกีฬาเป็นหมู่คณะ เรียกได้ว่าเล่นคนเดียว เหนื่อยคนเดียว ก็ได้ประโยชน์คนเดียวเต็ม ๆ

วิ่งอย่างไรให้ถูกวิธี หากวิ่งผิดวิธีจะเกิดผลเสียอย่างไร

การออกกำลังกายโดยการวิ่งเป็นที่นิยมกันมากในหมู่นักกีฬาทุกประเภท หรือแม้แต่คนที่อยากจะออกกำลังกายเพื่อให้มีสุขภาพร่างกายที่แข็งแรงก็ตาม แต่หลาย ๆ คนยังไม่เข้าใจการออกกำลังกายโดยการวิ่ง และไม่ทราบวิธีการวิ่งที่ถูกต้อง การวิ่งที่ผิดวิธีจะส่งผลให้เกิดอาการบาดเจ็บได้ง่าย ฉะนั้นการวิ่งอย่างถูกต้องและการใช้วิธีการวิ่งที่ช่วยลดการเกิดอาการบาดเจ็บจึงเป็นสิ่งสำคัญที่ทุกคนควรทราบก่อนที่จะเริ่มวิ่ง

สิ่งแรกที่ต้องทำก่อนเริ่มออกกำลังกายโดยการวิ่งเลยก็คือ การยืดกล้ามเนื้อ ซึ่งการยืดกล้ามเนื้อก่อนออกกำลังกาย 10- 15 นาทีนั้นจะช่วยให้กล้ามเนื้อผ่อนคลาย และป้องกันอาการบาดเจ็บที่จะเกิดขึ้นจากส่วนข้อต่อต่าง ๆ ตามร่างกาย เคยสังเกตหรือไม่เมื่อเราไม่ได้ยืดกล้ามเนื้ออย่างเหมาะสมก่อนการวิ่งแล้วนั้น จะทำให้กล้ามเนื้อของเราเกิดอาการตึง เกร็ง หลังจากการวิ่ง หรือเกิดขณะยังวิ่งอยู่ อาการตึง เกร็ง ดังกล่าวจะทำให้เกิดอาการบาดเจ็บได้ในอนาคต ดังนั้นสิ่งที่ควรทำอย่างยิ่งเลย ก่อนจะวิ่งทุกครั้งนั่นก็คือ การให้ร่างกายได้ยืดก่อนออกกำลังกาย

เมื่อเรายืดกล้ามเนื้อเสร็จแล้วส่วนต่อไปที่ควรจะทำก็คือ “warm up” หรือการอบอุ่นร่างกายเพื่อทำให้ร่างกายมีความร้อน และเป็นการกระตุ้นกล้ามเนื้อก่อนเริ่มออกกำลังกาย โดยการเคลื่อนไหวช้า ๆ อาจจะทำโดนการเดิน หรือเดินเร็ว ก่อนการวิ่งอย่างจริงจัง การวอร์มอัพทุกครั้งก่อนการออกกำลังกาย หรือการวิ่งด้วยความเร็วทุกครั้งจะช่วยป้องกันอาการบาดเจ็บที่อาจเกิดขึ้นระหว่างการวิ่งได้

การวิ่งที่ถูกต้อง ที่จะช่วยลดอาการบาดเจ็บนั้น จะต้องลงข้อเท้าให้พอดีกับพื้นไม่ลงน้ำหนักแรงเกินไป หรือลงน้ำหนักไปที่ส่วนของส้นเท้ามากเกินไป หากลงน้ำหนักไปที่ส้นเท้ามากเกินไปจะทำให้เอ็นข้อเท้าบาดเจ็บหรือฉีกขาดได้ รวมไปถึงจะส่งผลให้มีอาการบาดเจ็บที่หน้าแข้งอีกด้วย

ไม่วิ่งตัวตรงเกินไป หรือแอ่นหน้าอกมากเกินไป การวิ่งแบบนี้จะทำให้เกิดอาการบาดเจ็บ และเกิดอาการปวดบริเวณหลังได้ ดังนั้น การทรงตัวที่ถูกต้องขณะวิ่งควรจะพอดี อาจจะโน้มตัวไปข้ามหน้าประมาณ 10 องศาจะช่วยลดอาการบาดเจ็บระหว่างการวิ่ง และหลังจากการวิ่งได้

หลังจากเราได้ออกกำลังกายโดยการวิ่งเสร็จแล้วนั้นอีกหนึ่งสิ่งที่สำคัญไม่แพ้ การวิ่งที่ถูกวิธี การวอร์มอัพ และการยืดกล้ามเนื้อก่อนการวิ่งนั้นก็คือ “การคูลดาวน์” คือการเคลื่อนไหวเบา ๆ ก่อนที่จะหยุดออกกำลังกาย อาจจะทำโดยการ เดินอย่างช้า ๆ การเคลื่อนไหวร่างกายอย่างช้า ๆ จะช่วยให้การไหลเวียนของเลือดไหลเวียนไปเลี้ยงส่วนต่าง ๆ ได้ดีขึ้น ผลให้เมื่อเราหยุดออกกำลังกายจะลดอาการปวดเมื้อยตามกล้ามเนื้อ และกล้ามเนื้อจะสามารถฟื้นฟูได้เร็วขึ้น

การออกกำลังกายที่ถูกต้องก็เป็นสิ่งสำคัญ และเชื่อว่าหากเพื่อน ๆ คนไหนได้ลองปฏิบัติตาม ข้อควรปฏิบัติก่อนการวิ่ง และวิธีวิ่งที่ถูกต้องแล้ว จะช่วยลดอาการที่ไม่พึงประสงค์ได้อย่างแน่นอน

หากคุณกำลังเครียด ลองผ่อนคลายด้วยการเล่นโยคะดูมั้ย

การออกกำลังกายโดยการเล่นโยคะนั้น เป็นการออกกำลังกายที่ได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะสาว ๆ ที่หลงไหลในการออกกำลังกายและการดูแลสุขภาพ มักหาเวลาว่างในการเล่นโยคะอยู่เสมอ แล้วการเล่นโยคะที่สาว ๆ ชอบกันนั้น ให้ประโยชน์อะไรกับร่างกายของเราบ้างล่ะ?

การเล่นโยคะเป็นการออกกำลังกายที่เสริมสร้างความยืดหยุ่นของร่างกายได้เป็นอย่างดี ทำให้กล้ามเนื้อมีความยืดหยุ่น และอ่อนตัวมากขึ้น ส่งผลให้การเคลื่อนไหวร่างกายเป็นไปอย่างคล่องตัวมากขึ้น การเล่นโยคะเป็นประจำยังช่วยเสริมสร้างความแข็งแรงให้กับกล้ามเนื้ออีกด้วย ซึ่งการเล่นโยคะจะช่วยเพิ่มสมรรถภาพความอึดทนของร่างกายได้เป็นอย่างดี  

นอกจากความยืดหยุ่น ความคล่องตัว และความแข็งแรงแล้ว การเล่นโยคะอย่างสม่ำเสมอจะช่วยทำให้ร่างกายมีความสมดุลมากขึ้น มีบุคลิกที่ดีมากยิ่งขึ้น หลายคนต้องนั่งทำงานอยู่กับที่เป็นเวลานาน ๆ การนั่งทำงานนาน ๆ ก็อาจจะส่งผลให้เกิดความเมื่อยล้า และทำให้นั่งหลังค่อมอยู่เป็นประจำโดยไม่รู้ตัว การเล่นโยคะจะช่วยแก้อาการเหล่านี้ ทั้งยังลดอาการปวดหลังได้เป็นอย่างดี เพราะเมื่อกล้ามเนื้อแกนกลางของเราแข็งแรงจะทำให้เรานั่งทำงานอย่างสมดุล เกิดความมั่นใจในตัวเองมากขึ้น ไม่ว่าจะนั่ง ยืน หรือเดิน ทั้งยังส่งผลดีต่อกล้ามเนื้อรอบ ๆ ข้ออีกต่างหาก

อีกหนึ่งประโยชน์ที่สำคัญ ที่ได้รับจากการเล่นโยคะเลย และเชื่อว่าหลาย ๆ คนที่เลือกเล่นโยคะเพราะ อยากให้การออกกำลังกายที่เราเลือกเล่นนั้น ช่วยลดความตึงเครียด ผ่อนคลายความกังวล จากความเครียดที่เกิดจากการทำงานของเราได้ เมื่อคุณเล่นโยะคะคุณจะต้องฝึกในส่วนของการหายใจ และต้องกำหนดลมหายใจระหว่างการเล่น การเล่นโยคะบางท่าจะต้องใช้สมาธิและโฟกัสไปที่ลมหายใจ ส่งผลให้ผู้เล่นมีการหายใจที่ดีขึ้น จิตใจสงบ เนื่องจากขณะที่ฝึก หรือเล่นโยคะนั้น จะต้องใช้สมาธิโฟกัสไปกับท่าทางต่าง ๆ และการกำหนดลมหายใจ ฉะนั้นเมื่อเล่นโยคะเป็นเวลานาน ๆ ก็จะช่วยลดความตึงเครียด ทำให้จิตใจผ่อนคลาย ไม่โฟกัสไปที่ปัญหา หรือการทำงานต่าง ๆ มากจนเกินไป ทั้งเมื่อเราใช้สมาธิจดจ่ออยู่กับสิ่งใดสิ่งหนึ่งได้แล้ว ผลจากการมีสมาธิ สติ ที่จดจ่อกับสิ่งนั้น ๆ ก็จะทำให้เรากลายเป็นคนที่มีสมาธิ และสติอยู่ตลอดเวลา เมื่อเจอปัญหาใด ๆ ก็สามารถหยุดคิดไตร่ตรองและแก้ปัญหากับสิ่งนั้นได้

การเล่นโยคะเป็นการออกกำลังกายที่ ได้ประโยชน์ต่อผู้ฝึก หรือผู้เล่นทั้งจากภายในและภายนอกไปพร้อม ๆ กัน นอกจากมันจะช่วยสร้างความแข็งแรงต่อร่างกายแล้ว ยังช่วยสร้างความแข็งแรงให้กับจิตใจของผู้เล่นได้อีกด้วย หากใครที่อยากออกกำลังกายเสริมสร้างกล้ามเนื้อ และฝึกสมาธิ ผ่อนเบาความตึงเครียดไปในขณะเดียวกัน การเล่นโยคะก็เป็นทางเลือกหนึ่งที่น่าสนใจ สำหรับผู้ที่สนใจในการออกกำลังกายเป็นอย่างมากเลยทีเดียว

สนุกเกอร์สุดยอดกีฬาที่ช่วยฝึกสมาธิ

หากพูดถึงกีฬาในร่ม ที่ช่วยพัฒนาทักษะ ฝึกสมาธิ และวิธีคิดแล้วนั้น สนุกเกอร์เป็นหนึ่งในกีฬาที่น่าสนใจประเภทหนึ่งเลยทีเดียว แล้วการแทงลูกกลม ๆ บนโต๊ะผ้าสักหลาด สามารถฝึกสมาธิได้อย่างไร สนุกเกอร์เป็นกีฬาที่ไม่ได้ใช้แรงมาก ถ้าเปรียบเทียบกับกีฬาประเภทอื่น ๆ เพียงใช้ไม้คิวในการเล่น แทงลูกสีขาวให้ไปกระทบลูกสีแดง และลูกสีอื่น ๆ (สีเหลือง, สีเขียว, สีน้ำตาล, สีน้ำเงิน, สีชมพู, และสีดำ) ให้ลงหลุม โดยลูกแต่ละสีจะมีคะแนนที่แตกต่างกัน จบเกมใครสามารถทำแต้มได้เยอะกว่า ก็จะเป็นผู้ชนะไป

วิธีการเล่นเบื้องต้น คือ ผู้เล่นทั้งสองฝ่ายจะใช้ลูกสีขาวลูกเดียวกันในการแทงลูกเป้าหรือลูกสีต่าง ๆ ที่ได้กล่าวไปแล้วข้างต้น ใช้ไม้คิวหรือไม้สนุกแทงลูกสีขาวให้ไปกระทบกับลูกสีแดงให้ลงหลุม และเมื่อผู้เล่นสามารถตบลูกสีแดง (แทงลูกลงหลุม) ได้ก็จะมีสิทธิ์ที่จะเลือกเล่นลูกสีอื่น ๆ ที่มีคะแนนแตกต่างกันไปได้ โดยผู้เล่นอาจจะเล่นลูกที่มีคะแนนสูงที่สุดก็ได้ หรือจะเล่นลูกที่ง่ายต่อการทำให้ลูกลงหลุมก็ได้ แต่หากผู้เล่นแทงลูกสีขาวไม่โดนลูกสีอื่น ๆ หรือทำลูกสีขาวลงหลุมเสียเอง ก็จะถูกหักคะแนนเช่นเดียวกัน ฉะนั้นการเล่นจึงต้องใช้ทักษะเป็นอย่างมาก

การเล่นกีฬาสนุกเกอร์นั้นต้องใช้สมาธิค่อนข้างสูงจากสายตาคำนวณ และการกะระยะเพื่อที่จะใช้ไม้คิวแทงลูกสีขาวไปโดนลูกสีอื่น ๆ ให้ลงหลุมให้ได้ หากผู้เล่นเสียสมาธิแม้แต่นิดเดียวก็อาจจะแทงพลาด หรือไม่สามารถตบลูกให้ลงหลุมได้ ทำให้เสียการทำคะแนนไป การเล่นสนุกเกอร์เป็นเวลานาน ๆ ยังช่วยให้ผู้เล่นพัฒนาทักษะในการตัดสินใจได้อีกด้วยเพราะการเล่นสนุกเกอร์ไม่ได้มีเทคนิคแค่การสัมผัสลูกให้ลงหลุมเพียงเท่านั้น หากแต่ยังต้องใช้ความคิดในการตัดสินใจที่จะเลือกแทงลูกให้ลงหลุม หรือการแทงกันคือ การทำให้ลูกสีขาวไปอยู่ในจุดที่ผู้เล่นฝั่งตรงข้ามไม่สามารถแทงลูกสีอื่น ๆ ให้ลงหลุมได้ จึงทำให้ฝ่ายตรงข้ามไม่สามารถทำคะแนนได้นั้นเอง หรือเลือกที่จะเล่นแบบวางสนุก การวางสนุกคือการทำให้ผู้เล่นฝ่ายตรงข้ามไม่สามารถเล่นลูกที่ผู้เล่นจะต้องเล่นได้ หากไม่สามารถยิงลูกสนุกไปให้โดนได้ก็จะถูกหักคะแนนไป

ดังนั้นเทคนิคการเล่นแต่ละคนก็จะไม่เหมือนกัน ผู้เล่นจะต้องคิดวางแผนในการเล่นอยู่ตลอดเวลา ควบคู่ไปกับการใช้สมาธิระหว่างเกม จึงเป็นเหตุผลที่ว่า ทำไมการเล่นสนุกเกอร์ที่ดูเหมือนจะไม่ได้ใช้แรงของร่างกายมากนักถึงสามารถฝึกสมาธิ และเสริมสร้างทักษะให้แก่ผู้เล่นได้ สำหรับใครที่อยากเล่นกีฬาที่เสริมสร้างทักษะให้ตัวเอง และไม่อยากเหนื่อยกายมาก ลองมาฝึกเล่นกีฬาสนุกเกอร์ดูครับ เชื่อว่ามันสามารถให้ประโยชน์กับผู้เล่นได้ ไม่มากก็น้อย

การฝึกเล่นปิงปองง่าย ๆ ทำได้ที่บ้าน

การทำอะไรครั้งแรกยากเสมอ คุณคงจะเคยได้ยินกับคำ ๆ นี้ ทุกสิ่งที่อย่างก่อนจะเริ่มทำมักจะยากเสมอ อย่างการเล่นกีฬาปิงปอง หรือเทเบิลเทนนิสเองก็เช่นกัน เชื่อว่าหลาย ๆ ท่าน ที่เคยฝึกเล่นกีฬาปิงปองคงเคยชินกับการตีลูกไม่โดน หรืออะไรก็ตามแต่ จนเป็นผลให้ล้มเลิกไป วันนี้เรามีเทคนิคดี ๆ สำหรับคนเพิ่งหักเล่นปิงปองมานำเสนอ

กีฬาปิงปองเป็นกีฬาที่ค่อนข้างใช้ทักษะและไหวพริบมาก คุณจะต้องมีสายตาที่เฉียบแหลมที่จะตีลูกปิงปองออกไปให้ได้ ฉะนั้นการที่หลายท่านตีลูกปิงปองไม่โดนสาเหตุหนึ่งมาจากเรื่องของสายตา การเริ่มเล่นกีฬาปิงปองหรือที่เรียกว่าเทเบิลเทนนิส ควรจะลองเริ่มต้นจากการ ฝึกเดาะลูกปิงปองก่อน ใช้สมาธิและสายตาจดจ่ออยู่กับลูกปิงปองที่เดาะอยู่ อาจจะเริ่มเดาะลูกปิงปองจากด้านโฟร์แฮนด์ก่อน คือการจับไม้แบบหงายมือ เดาะลูกปิงปองให้อยู่บริเวณกลางไม้ตลอด ผู้ฝึกอาจจะใช้การประเมินผลการฝึกของตัวเองโดยการนับจำนวนครั้งของการเดาะ และเมื่อทำลูกตกจึงเริ่มนับใหม่ หลังจากฝึกการเดาะแบบโฟร์แฮนด์แล้วจึงเปลี่ยนมาฝึกเดาะลูกปิงปองแบบ แบ๊คแฮนด์กันบ้าง

การเดาะลูกปิงปองแบบแบ๊คแฮนด์คือ การเดาะลูกหรือเลี้ยงลูกปิงปองจากการจับไม้แบบคว่ำมือเพื่อเลี้ยงลูกปิงปอง การเดาะลูกแบบแบ๊คแฮนด์ทำเหมือนกันกับโฟร์แฮนด์ โดยเดาะลูกปิงปองให้ลอยขึ้นมาในระดับสายตาอย่างต่อเนื่องไม่ให้ลูกตกจากหน้าไม้ โดยยังคงใช้สายตาจดจ่ออยู่ที่ลูกปิงปองอยู่ตลอด

เมื่อฝึกการเดาะลูกปิงปอง หรือการเลี้ยงลูกปิงปองได้ทั้งในส่วนของ โฟร์แฮนด์ และแบ๊คแฮนด์แล้ว ต่อไปอาจจะฝึกการเดาะลูกปิงปองในส่วนของการสลับไม้ไปมา ระหว่างการเดาะแบบโฟร์แฮนด์และแบ๊คแฮนด์ การฝึกเดาะแบบนี้จะเริ่มยากขึ้นกว่าระดับที่แล้วคือ การเดาะลูกอย่างใดอย่างหนึ่งอย่างต่อเนื่อง ผู้ฝึกจะต้องใช้สมาธิ และไหวพริบในการฝึกมากขึ้น โดยการนับจำนวนครั้งในการฝึกเช่นกัน เมื่อลูกตกจากหน้าไม้ให้ทำการนับจำนวนครั้งใหม่

หลังจากที่ฝึกเดาะลูกปองปองทั้งโฟร์แฮนด์ แบ๊คแฮนด์ แล้วสลับระหว่างโฟร์แฮนด์กับแบ๊คแฮนด์ได้แล้ว ครั้งนี้อาจจะลองเดาะลูกปิงปองโดยการเคลื่อนไหวร่างการไปด้วย โดยการเดินนั่นเอง อาจจะเริ่มจากการฝึกแบบโฟร์แฮนด์และเคลื่อนไหวร่างกายไปด้วย ก่อนเปลี่ยนมาเป็นแบ๊คแฮนด์ จนถึงการเคลื่อนไหวไปด้วยพร้อมกับการเดาะแบบสลับไม้ระหว่างโฟร์แฮนด์กับแบ๊คแฮนด์ เมื่อฝึกจนคล่องแล้วอาจจะลองเพิ่มความเร็วในการเดินให้เร็วมากขึ้น แต่นอนว่าผู้ฝึกจะต้องใช้สมาธิ ใช้สายตาในการจ้องมองลูกอย่างต่อเนื่อง การฝึกโดยวิธีนี้ อาจจะต้องหาพื้นที่ฝึกเป็นที่โล่ง อาจจะเป็นในโรงยิม เพื่อที่จะมั่นใจได้ว่าระหว่างการฝึกอยู่เราจะไม่เดินไปชนอะไรเข้า

หากใครที่กำลังอยากลองฝึกเล่นปิงปองแต่ไม่รู้จะเริ่มยังไง ฝึกยังไง ลองหัดเดาะลูกปิงปองก่อนโดยประเมินตัวเองเป็นจำนวนครั้ง หรือจำนวนนาทีเอาก่อนก็ได้ และหวังว่าเพื่อน ๆ จะสนุกกับการเล่นปิงปองในอนาคต

วิ่งมากไปก็ไม่ดี ภัยเงียบของคนชอบวิ่งเกินไป

การวิ่งเป็นการออกกลังกายที่สร้างความแข็งแรงของร่างกายได้เป็นอย่างดี และเป็นกีฬาที่ได้รับความนิยมอย่างแพร่หลายมานาน คนส่วนใหญ่ชื่นชอบการออกกำลังกายโดยวิธีนี้ ทั้งในกลุ่มของวัยรุ่น วัยทำงาน หรือผู้สูงอายุเองหลงรักการวิ่ง อาจเพราะเป็นการออกกำลังกายที่สะดวก ไม่ต้องใช้อุปกรณ์อะไรมาก แค่มีรองเท้าคู่ใจหนึ่งคู่ก็สามารถออกกำลังกายได้อย่างมีความสุขแล้ว แต่คุณรู้หรือไม่? สำหรับคนที่หลงไหลในการออกกำลังกายมาก ๆ โดยเฉพาะนักวิ่ง มีภัยเงียบที่ซ่อนตัวอยู่ และเชื่อว่าหลาย ๆ คนเจอกับอาการนี้

Shin Splints อาการบาดเจ็บที่ต้องระวัง

ในกลุ่มคนที่รักการวิ่งและชอบออกกำลังกายโดยการออกไปวิ่งมาก ๆ ไม่ว่าจะเป็นการออกไปวิ่งตามสวนสาธารณะ หรือวิ่งบนลู่วิ่งในยิม อย่างน้อย ๆ วันหนึ่งวันต้องวิ่งให้ได้ 30 นาทีขึ้นไป หากทำอย่างนี้ทุกวันเป็นเวลาหลายเดือน แน่นอนว่าทุกคนออกกำลังกายก็ต้องการสร้างความแข็งแรงให้กับร่างกาย แต่ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นจากการวิ่งทุกวันนั้นให้สิ่งที่ตรงกันข้ามกับความแข็งแรงนั่นคือความอ่อนแอ

หากคุณลองเริ่มสังเกตุตัวเอง ปัญหาที่ตามมาจากการวิ่งมาก ๆ ก็คือมีอาการปวดบริเวณหน้าแข้งของขาทั้งสองข้างเรื้อรัง ไม่ว่าจะหยุดวิ่งนานแค่ไหนอาการปวดนี้ก็ยังคงอยู่ และมันจะยิ่งรุนแรงมากขึ้นถ้าหากคุณยังคงออกกำลังกายอยู่เป็นประจำ โรคนี้เรียกว่า “Shin splints syndrome” เป็นอาการอักเสบของกล้ามเนื้อเอ็น และเยื่อหุ้มกระดูก จากการถูกกระทบ หรือการออกกำลังกายซ้ำ ๆ เป็นเวลานาน ๆ

นักวิ่ง นักกีฬา หรือแม้แต่ผู้ที่ชอบการออกกำลังกายจะมีอาการอย่างที่ได้กล่าวมาข้างต้น แต่จะพบมากในหมู่นักวิ่งเสียมากกว่า สิ่งแรกเลยเมื่อพบอาการปวดหน้าแข้งเรื้อรังทำอย่างไรก็ไม่หายสักที ให้หยุดออกกำลังกายก่อนและไปพบแพทย์ เพื่อตรวจอาการว่าคุณมีแนวโน้มที่จะเป็นโรคนี้หรือไม่

การรักษาอาการปวด

การเยียวยาอาการปวดหน้าแข้งเรื้อรัง ก็จะมีตั้งแต่การทานยาเพื่อบรรเทาอาการปวด การทำกายภาพบำบัด การฝังเข็มเพื่อให้เลือดเดินได้สะดวก จนถึงการเปลี่ยนวิธีการออกกำลังกายหรือเปลี่ยนประเภทของกีฬา และจากการรักษาอาการดังกล่าวในหลาย ๆ เคส วิธีที่ได้ผลมากที่สุดก็คือ หยุดวิ่ง!!! แล้วเปลี่ยนไปเล่นกีฬาประเภทอื่นที่จะไม่ทำให้ร่างกายในส่วนของบริเวณหน้าแข้งถูกกระทบกระเทือนซ้ำ กีฬาที่แพทย์แนะนำเลยก็คือ การปั่นจักรยานและการว่ายน้ำ

การออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอเป็นสิ่งที่ดี แต่การออกกำลังกายมากไปบางทีมันก็ไม่ได้ให้ผลลัพธ์ที่ดีเสมอไป สิ่งที่สำคัญคือความพอดีของการออกกำลังกายต่างหากที่จะเสริมสร้างความแข็งแรงของร่างกาย และจะทำให้การออกกำลังกายมีประสิทธิภาพสูงสุดเมื่อเราทำมันอย่างพอดิบพอดี ไม่มากเกินไปหรือน้อยเกินไป

บอดี้เวทแบบคนไม่มีเวลาก็เล่นได้

เชื่อว่าหลาย ๆ คนที่อยู่ในแวดวงการออกกำลังกาย คนรักสุขภาพ หรือคนที่ออกกำลังกายอยู่เป็นประจำ คงจะคุ้มหูกันดีกับคำว่า “บอดี้เวท” แล้วบอดี้เวทมันดีอย่างไร เหมาะสำหรับใครบ้าง?

บอดี้เวทคือ การออกกำลังกายอย่างหนึ่งที่ได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก เพราะเป็นการออกกำลังกายที่สะดวก เพียงแค่มีเวลาในการออกกำลังกาย ก็สามารถออกกำลังกายได้ทุกที่ โดยไม่ต้องพึงพาเครื่องมือหรืออุปกรณ์ในการออกกำลังกายเลยแม้แต่น้อย

การออกกำลังกายโดยบอดี้เวท จะเป็นการออกกำลังกายโดยใช้น้ำหนักตัว หรือน้ำหนักของร่างกายเราในการออกกำลังกาย เพื่อให้ร่างกายเกิดแรงต้าน จริง ๆ แล้วการออกกำลังกายโดยการบอดี้เวท ก็เหมือนกับการที่เราไปเข้ายิมและยกแผ่นเหล็ก (เวทเทรนด์นิ่ง) นั่นแหละ เพียงแต่การออกกำลังกายโดยบอดี้เวท เราไม่สามารถบวกเพิ่มน้ำหนักในการออกกำลังกาย หรือลดน้ำหนักได้ ฉะนั้นในส่วนนี้ก็อาจจะเป็นปัญหาได้เช่นกัน

การใช้ร่างกายออกกำลังที่รู้จักกันดีเลยก็คือ การวิดพื้น, ซิทอัพ, หรือการสควอท การออกกำลังกายโดยการบอดี้เวท จริง ๆ ผู้ที่รักในการออกกำลังกายสามารถที่จะเล่นบอดี้เวทได้กันทั้งนั้น แต่เนื่องด้วยบอดี้เวท ไม่ต้องใช้อุปกรณ์ในการออกกำลังกาย และไม่ต้องไปตามหาสถานที่ในการเล่น ขอแค่มีพื้นที่เล็ก ๆ นิด ๆ หน่อย ๆ ก็สามารถออกกำลังกายได้แล้ว จึงเหมาะกับคนที่ไม่ค่อยมีเวลามากนัก ไม่อยากเสียเวลาเดินทางในการไปออกกำลังกายที่ยิม อีกทั้งการออกกำลังกายโดยการบอดี้เวทไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายอีกด้วย สำหรับท่านที่ไม่อยากเสียสตางค์ของท่านไปสมัครเป็นสมาชิกของคลิบในยิม ก็สามารถที่จะศึกษาวิธีการออกกำลังกายโดยการบอดี้เวท และออกกำลังกายอยู่ที่บ้าน คอนโด หรือแม้แต่ที่ทำงานได้เลย

ประโยชน์ของการออกกำลังกายโดยการบอดี้เวท การออกกำลังกายแบบนี้ถ้าหากศึกษา และทำเป็นเซ็ทอย่างต่อเนื่องแล้ว จะสามารถเบิร์นไขมันได้เป็นอย่างดี ช่วยให้มีสุขภาพร่างกายที่แข็งแรง แต่จริง ๆ การบอดี้เวทก็มีข้อเสียสำหรับบางคนเหมือนกัน อาทิเช่น คนที่ไม่สามารถออกกำลังกายได้ด้วยกายใช้น้ำหนักตัวเอง อาจจะเป็นคนที่มีน้ำหนักตัวมากเกินไปหรือน้อยจนเกินไป จึงไม่สามารถใช้กำลังของตัวเองยกน้ำหนักตัวเองได้ สำหรับคนที่ไม่สามารถออกกำลังกายโดยการบอดี้เวท การไปเข้ายิมออกกำลังกายโดยใช้ตัวช่วยอย่างการเวทเทรนด์นิ่งก็อาจจะเป็นอะไรที่เหมาะสมกว่า เพราะสามารถปรับลดน้ำหนัก หรือเพิ่มน้ำหนักเพื่อช่วยในการออกกำลังกายได้

การออกกำลังกายโดยการบอดี้เวทก็สามารถเสริมสร้างร่างกายของเราให้แข็งแรงได้ โดยที่ไม่จำเป็นต้องมีเวลามากเลย ขอแค่คุณรักในการออกกำลังกายไม่ว่าคุณจะอยู่ที่ไหนหรือมีเวลาน้อยเพียงใดก็สามารถที่จะออกกำลังกายได้