10 กีฬาในโลกที่รวมความฮา สุดแปลกแหวกแนวไม่เหมือนใคร

เวลาที่เรานึกถึงการเล่นกีฬา ส่วนใหญ่คงนึกถึงกีฬาแบบปกติทั่วไปที่คนนิยมเล่นกัน เช่น ฟุตบอล เทนนิส ว่ายน้ำ เป็นต้น แต่จริง ๆ แล้วในโลกใบนี้มีเรื่องที่เรายังไม่รู้อีกเยอะ เพราะยังมีกีฬาที่เราอาจจะคิดไม่ถึงว่าจะมีการเล่นแบบนี้บนโลกด้วย มาดูว่าจะมีกีฬาแบบไหนบ้างที่คนเราต่างก็ช่างคิดค้นขึ้นมาเล่นกันแปลก ๆ และมีความสนุกสนานเฮฮามากขนาดไหน

10 กีฬาฮาเฮ นี่เล่นเอาฮาหรือล่ารางวัล !?

1.คาบขาหมู แค่ชื่อก็ฮาแล้ว แต่ไม่ได้ให้ไล่งับเท้าหมูเป็น ๆ นะ แบบนั้นก็ดูโหดร้ายกับน้องหมูเกินไป แต่เป็นการแข่งกันคาบขาหมูที่แช่ไว้ในถังน้ำ ใครคาบออกมาเร็วที่สุดคนนั้นชนะ ! กีฬานี้จัดที่ประเทศจอเจียร์ เป็นการแข่งการกุศลของงานโอลิมปิกฤดูร้อน ที่มีคนเช้าชมกว่า 5,000 คน

2. เลียนเสียงหมู เป็นอะไรที่ฟังดูน่ารักเพราะจะต้องเลียนเสียงหมูให้เหมือนมากที่สุด แถมแข่งขันจริงจังจนมีแข่งชิงแชมป์โลกที่กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศสทุกปีเลยทีเดียว จริงจังแค่ไหนถามใจดู

3.พ่นจิ้งหรีด กีฬาที่ใช้เจ้าจิ้งหรีดตัวน้อยมาเป็นอุปกรณ์ น่าเอ็นดูตรงที่ผู้เข้าแข่งขันจะต้องพ่นจิ้งหรีดไปให้ไกลที่สุด เป็นกีฬาที่ช่างไม่แคร์จิตใจเจ้าจิ้งหรีดเอาซะเลย มีคนทำสถิติพ่นจิ้งหรีดโลกไปไกลถึง 32 ฟุต 5 นิ้ว เลยทีเดียว

4.แบกเมียวิ่ง กีฬานี้กติกาง่ายมาก ผู้ชายจะต้องแบกเมียวิ่งแข่งกัน ใครทำเวลาน้อยสุดก็คือชนะ แต่ไฮไลท์อยู่ที่คนชนะจะได้รับเบียร์เป็นรางวัลเท่ากับน้ำหนักเมียตัวเอง กีฬานี้จัดที่ประเทศฟินแลนด์ จัดแข่งกันเพื่อความสนุกสนานเฮฮา ถือเป็นกีฬากระชับความสัมพันธ์ในครอบครัวได้ด้วย

5.วิ่งแข่งกับชีส เป็นกีฬาที่คล้ายเป็นประเพณีในประเทศอังกฤษ เพิ่มความแปลกไปอีกเมื่อคนต้องมาวิ่งแข่งกันกับก้อนชีสที่เป็นอาหาร ! โดยผู้เข้าแข่งขันจะต้องวิ่งตามเจ้าก้อนชีสที่ถูกโยนกลิ้งลงบนภูเขาแล้ววิ่งตามให้ทันอย่างสุดพลัง หากใครวิ่งเอาชนะชีสได้ทันเป็นคนแรกก็คือผู้ชนะ ไม่ระบุแน่ชัดว่าของรางวัลเป็นอะไร อย่างไรก็ตามการแข่งวิ่งกับชีสก็ได้ถูกยกเลิกไป เนื่องจากมีความกังวลในเรื่องความปลอดภัย

6.กระโดดข้ามทารก เป็นกีฬาที่ผสมผสานกับความเชื่อของคนโบราณ จัดในหมู่บ้านเล็ก ๆ ของประเทศสเปน โดยคนที่เข้าแข่งขันจะต้องแต่งตัวเป็นปีศาจแบบจัดเต็มแล้วกระโดดข้ามทารกแรกเกิดที่ถูกจัดให้นอนเรียงรายอยู่บนเบาะ จากความเชื่อบอกว่าการกระโดดข้ามนั้นเป็นการชำระล้างบาปให้ทารกแรกเกิด งานนี้คนเป็นพ่อแม่คงต้องลุ้นให้คนแข่งขันโดดข้ามได้กันทุกคนเลยนั่นแหละ

7.สงครามปาส้ม เป็นกีฬาประเพณีท้องถิ่นที่มีการทำศึกปาผลส้มใส่กัน จัดในเมืองเล็ก ๆ ทางเหนือของประเทศอิตาลี โดยที่ชาวเมืองจะมีการแบ่งทีมกัน แต่ละทีมมีส้มเป็นอาวุธและปาใส่กันอย่างบ้าคลั่ง แต่ต้องห้ามโกรธกันด้วย ที่แน่ ๆ ส้มที่ใช้ทำสงครามในครั้งนี้มีน้ำหนักรวมกันมากกว่า 2 แสนกิโลกรัม ว่ากันว่าที่ใช้ส้มมาปาเล่นกันเยอะขนาดนี้เป็นการแก้ปัญหาผลผลิตส้มที่ล้นตลาด ฟังแล้วแอบเสียดายส้มนิด ๆ

8.ดื่มเบียร์กลับหัว กีฬาที่ไม่ได้นั่งดื่มเบียร์แข่งกันแบบธรรมดา งานนี้คนที่เข้าแข่งขันต้องทำท่า Head Stand หรือใช้ศีรษะตั้งไว้บนพื้นแล้วดื่มเบียร์ให้หมดแก้วให้เร็วที่สุดจึงจะชนะ แบบนี้ต้องใช้ทักษะความแข็งแรงและต้องดื่มเบียร์กลับหัวอีก ระหว่างแข่งขันคงต้องลุ้นและสนุกสนานน่าดู

9.โยนท่อนซุง ต้นกำเนิดมาจากชาวสก็อตติส โดยคนเข้าแข่งขันจะต้องใส่กระโปรงลายสก็อตและโยนเสาไม้หรือท่อนซุงที่มีขนาดใหญ่ที่เรียกว่า Cabers กติกาการเล่นนั้นแหวกแนวสุด ๆ เพราะไม่ใช่การที่ใครโยนท่อนซุงไกลสุดเป็นผู้ชนะ แต่กลับกลายเป็นว่าใครที่โยนท่อนซุงแล้วส่วนปลายของท่อนซุงทิ่มพื้นที่ใกล้ตัวที่สุด เป็นผู้ชนะนั่นเอง

10.วิ่งแข่งบนส้นสูง กีฬานี้จัดมาเพื่อท้าทายสาว ๆ ที่ชอบสวมใส่รองเท้าส้นสูงสวย ๆ เป็นการประลองฝีเท้าและการทรงตัวบนรองเท้าส้นสูงถึง 9 เซนติเมตรและสาว ๆ จะต้องวิ่งแข่งกันในระยะทาง 50 เมตร กีฬานี้ได้รับความนิยมมากที่สุดในประเทศรัสเซีย เพิ่มเติมอีกนิดว่ากีฬาวิ่งแข่งส้นสูงได้รับการสนับสนุนจากแบรนด์เสื้อผ้า รองเท้าชั้นนำของโลกแถมเงินรางวัลอยู่ที่ราว ๆ 2,000 เหรียญต่อ 1 รอบการแข่งขันเลยทีเดียว

กีฬาแต่ละชนิดที่ว่ามาทั้งหมดนั้นถึงจะแปลกแหวกแนวและมีความฮาขนาดไหน ก็ต้องยอมรับว่ามีความคิดสร้างสรรค์มากทีเดียว ใครว่ากีฬาจะต้องแข่งขันเพื่อการเอาชนะเสมอไป ถ้ามองในอีกมุมหนึ่ง การเล่นกีฬาบางอย่างเป็นการให้ความบันเทิงและความสนุกสนานแก่ผู้ชมและผู้เข้าแข่งขันพร้อม ๆ กันและยังช่วยผ่อนคลายจิตใจจากความเครียดได้ดีมากทีเดียว

ปั้นหุ่นสวย ด้วยพิลาทิส มือใหม่ก็หัดเล่นที่บ้านได้ ไม่ง้อยิม

การออกกำลังกายแบบพิลาทิส (Pilates) นั้นเป็นการออกกำลังกายเพื่อสร้างความแข็งแรงจากทั้งภายในและภายนอก และยังช่วยให้ผู้เล่นมีความสมดุลของร่างกายเพราะช่วยเรื่องการทรงตัว การเคลื่อนไหวต่าง ๆ ของข้อและกระดูก ช่วย แก้อาการหลังแอ่นหรือหลังค่อม ทำให้ผู้เล่นพิลาทิสมีบุคลิกที่ดีขึ้นได้ สาว ๆ ที่อยากพัฒนาบุคลิกภาพและอยากลดน้ำหนักหรือกระชับสัดส่วนจึงเลือกมาเล่นพิลาทิสกันมากขึ้นเรื่อย ๆ และจุดประสงค์ของสาว ๆ ก็คงจะหนีไม่พ้นการมีหุ่นเฟิร์ม พุงหาย ไม่มีไขมันให้กวนใจ วันนี้เราจึงอยากพาสาว ๆ มาออกกำลังกายแบบพิลาทิสกัน มาดูว่าเล่นยังไงให้ช่วยลดพุงแบบได้ผลชัวร์

ออกกำลังกายลดพุงด้วย 5 ท่าพิลาทิส ทำเองได้ ง่ายมาก

อุปกรณ์ที่ต้องใช้ คือ เสื่อโยคะ หรือเสื่อสำหรับการออกกำลังกาย เมื่ออุปกรณ์พร้อม ก็มาเริ่มต้นกันได้เลย

1. ท่า Hundred เป็นท่าที่ช่วยสร้างกล้ามเนื้อหน้าท้องให้แข็งแรง

– นอนหงายราบลงบนเสื่อ หายใจเข้าและหายใจออกยาว ๆ เกร็งกล้ามเนื้อหน้าท้องพร้อมยกเท้าทั้งสองข้างขึ้นมาจากพื้น ให้อยู่ในระดับที่ประมาณ 90 องศา

– หายใจเข้าแล้วยกลำตัวด้านบนขึ้นมา แขนสองข้างเหยียดตรงไปด้านหน้าขนานกับหัวไหล่

– ค้างท่าไว้ นับลมหายใจเข้า-ออก 5 ครั้งแล้วจึงค่อย ๆ ลดระดับลงสู่ท่าเริ่มต้น ทำแบบเดิม 2-3 เซ็ต

2. ท่า Double Leg Stretch หรือท่ายืดเหยียดขา

– นอนราบลงบนเสื่อ ค่อย ๆ ชันเข่าขึ้นมาแล้วเอื้อมมือมากอดเข่า แล้วจึงยกศีรษะขึ้นเล็กน้อย

– เหยียดขาตรงทำมุม 45 องศาจากพื้น พร้อมกับเหยียดแขนทั้งสองข้างขึ้นมาขนาบหู หายใจเข้าลึก ๆ ช้า ๆ

– ค่อย ๆ ลดขามาในท่าชันเข่าแล้ววาดแขนทั้งสองข้างมากอดเข่าไว้เหมือนท่าเริ่มต้น หายใจออกทางปาก

– ทำซ้ำ 5-6 รอบเป็นอย่างต่ำ หากเริ่มชินแล้วค่อยเพิ่มเป็น 10 ครั้ง

3. ท่า Crisscross Bicycle หรือท่าปั่นจักรยาน ช่วยกระชับหน้าท้อง ต้นขาและก้นได้ดีมาก

– นอนหงายบนเสื่อ ใช้มือหนุนศีรษะไว้ จากนั้นหายใจเข้าให้ค่อย ๆ ยกลำตัวขึ้นเล็กน้อยโดยใช้แขน ข้อศอก หัวไหล่รับน้ำหนัก

– งอเข่าข้างใดข้างหนึ่งก็ได้เข้าหาทำตัว อีกข้างเหยียดตรงแต่ยกลอยสูงจากพื้นเล็กน้อย หายใจออก

– ค่อย ๆ สลับข้างถีบขา คล้ายกับปั่นจักรยานในอากาศ อย่ากลั้นหายใจระหว่างทำท่า

– ทำท่านี้ประมาณ 2-3 เซ็ต เซ็ตละ 10 ครั้ง

4. ท่า Shoulder Bridge หรือสะพานโค้ง ท่านี้ช่วยให้กล้ามเนื้อหน้าท้อง สะโพกกระชับ หลัง ไหล่มีความแข็งแรงและยืดหยุ่น

– ให้นอนหงายเช่นเดิม ชันเข่าทั้งสองข้างขึ้น โดยที่เท้าสองข้างชี้ตรงไปข้างหน้าและขนานกัน เช็คได้โดยใช้มือจับส้นเท้าดู หากจับถึงแสดงว่าเท้าวางในตำแหน่งที่พอดี จากนั้นเอามือวางข้างลำตัว และระวังอย่าให้ปลายเท้าแบะออกไปด้านข้าง

– ค่อย ๆ ยกลำตัวขึ้น โดยที่แขนและหัวไหล่ยังแนบกับพื้น ระหว่างยกลำตัวให้เกร็งหน้าท้องค้างไว้สักครู่แล้ววางลำตัวลง ทำซ้ำต่อเนื่อง 8-10 ครั้ง หายใจเข้าออกปกติ

5. ท่า Corkscrew เป็นท่าช่วยไล่ไขมันหน้าท้อง ทำให้มีหน้าท้องที่แบนราบ

– ยังคงนอนราบกับเสื่อ วางแขนข้างลำตัว หายใจเข้าแล้วหายใจออกพร้อมยกขาเหยียดตรงทำมุมประมาณ 90 องศา

– หายใจเข้า เกร็งหน้าท้อง ขาเหยียดตรงชิดกัน จากนั้นจึงค่อย ๆ หมุนขาไปทางด้านซ้ายวนเป็นวงกลมจนมาจบที่จุดเดิม คือยังยกขาในระดับ 90 องศาเหมือนเดิม ค่อย ๆ หายใจออกทางปาก

– หายใจเข้า เกร็งหน้าท้อง หมุนขาไปทางด้านขวาเป็นวงกลมเช่นเดิม จนมาจบที่จุดเริ่มต้นพร้อมหายใจออกทางปาก ให้ทำซ้ำหมุนวนสลับข้างไปมาอีก 8-10 ครั้ง

– ข้อควรระวัง พยายามอย่าเกร็งช่วงลำคอขณะทำท่า ศีรษะ แขนและหัวไหล่ต้องไม่ยกจากพื้น

สำหรับท่าออกกำลังกายแบบพิลาทิสทั้งหมดนี้เป็นเพียงบางส่วนเท่านั้น แต่เมื่อทำเป็นประจำรับรองว่าคุณจะไม่มีไขมันมากวนใจ แถมได้กล้ามเนื้อหน้าท้องที่แข็งแรง ซึ่งมือใหม่หรือคนที่อาจจะเคยออกกำลังกายแบบอื่นมาแล้ว อาจจะลองใช้ท่าพิลาทิสเหล่านี้เข้าไปผสมผสานเพื่อให้การออกกำลังกายลดพุงแบบเดิมไม่น่าเบื่อ ทำเองได้ง่าย ๆ แถมไม่ต้องเดินทางไปยิมให้เสียเวลาอีกด้วย

กีฬา Extreme เสี่ยงอันตรายมากแค่ไหน เล่นแล้วมีประโยชน์หรือไม่

กีฬาประเภทผาดโผน หรือที่เรียกว่ากีฬาเอ็กซ์ตรีม (Extreme) นั้นได้รับความนิยมเป็นอย่างมากในกลุ่มของคนรุ่นใหม่ทั่วโลกที่ชอบความตื่นเต้นเร้าใจ บวกกับความสนุกสนานและท้าทายขีดจำกัดของตนเอง จึงทำให้กีฬาประเภทนี้จัดการแข่งขันกันอย่างจริงจังและยังได้รับการสนับสนุนการแข่งขันจากบริษัทใหญ่ ๆ มากมาย วันนี้เราจะพาทุกท่านมาเจาะลึกถึงกีฬาผาดโผนแต่ละชนิดกันว่าเสี่ยงอันตรายกันขนาดไหน มีที่มาที่ไปอย่างไรและทำไมคนจึงมีคนนิยมเล่นกันมากขึ้นเรื่อย ๆ

จุดกำเนิดของกีฬาเอ็กซ์ตรีม

กีฬา Extreme หรือเรียกกันสั้น ๆ ว่า XGame ที่รวมประเภทของกีฬาผาดโผนทุกชนิดที่เสี่ยงอันตรายต่อชีวิตของผู้เล่นเป็นอย่างมาก ผู้เล่นจะต้องใช้ทักษะความแข็งแรงของร่างกายมากเป็นพิเศษซึ่งต้องอาศัยการฝึกฝนอย่างหนัก และที่สำคัญต้องมีจิตใจที่แข็งแกร่ง รักความท้าทายและความตื่นเต้นเร้าใจ พูดง่าย ๆ คือต้องเป็นคนใจกล้าบ้าบิ่นสุด ๆ

Extreme sport มีทั้งการใช้อุปกรณ์พิเศษในกีฬาบางประเภท และเครื่องเล่นที่มีอยู่ทั่วไปเช่น จักรยาน Rollerblade Skateboard เป็นต้น เริ่มจากกลุ่มวัยรุ่นในประเทศตะวันตกที่เบื่อกีฬาชนิดเดิม ๆ และหันมาเล่นกีฬาเอ็กซ์ตรีมแทน เช่น การเล่นสเก็ตบอร์ดบนพื้นที่เป็นคลื่นและมีความชันแล้วตีลังกาในอากาศ การกระโดดข้ามตึก การเล่นสกีเท้าเปล่า แบบนี้เป็นต้น โดยเฉพาะในประเทศอังกฤษที่มีการสนับสนุนกีฬาผาดโผนด้วยการสร้างศูนย์กีฬาผจญภัยที่เรียกว่า Venture Extreme -ขึ้นมา มีทั้งถ้ำ หน้าผาเพื่อปีนป่าย สร้างกำแพงน้ำแข็ง ฯลฯ รวมทั้งยังมีบริษัทใหญ่ ๆ ที่ได้เปิดศูนย์ Extreme Sports ในเมืองต่าง ๆ ของอังกฤษให้เป็นสถานที่เล่นกีฬาผจญภัยโดยเฉพาะอีกด้วย จนกระทั่งในหลาย ๆ ประเทศเริ่มนิยมทำตามและจัดการแข่งขันกันขึ้นมาอย่างเป็นทางการ

5 กีฬาเอ็กซ์ตรีม ที่สุดของความเสี่ยงและความบ้า ท้าทายมฤตยู

1.Base Jumping คือการกระโดดลงจากที่สูงลงมา เช่น อาคารที่เป็นตึกสูง ๆ แล้วจึงร่อนลงมากลางอากาศเป็นระยะเวลาหนึ่งก่อนที่จะกระตุกร่มชูชีพให้ทำงาน

2.Highlining เป็นการเดินไต่เชือกที่แขวนระหว่างหน้าผา จากจุดหนึ่งไปยังอีกจุดหนึ่ง อาศัยการทรงตัวและสมาธิที่แน่วแน่ จุดพีคคือกีฬานี้ไม่ใช้อุปกรณ์หรือเครื่องป้องกันใด ๆ เลย

3.Free Solo Climbing คือการปีนหน้าผาด้วยมือเปล่า ใช้เพียงหินชนิดหนึ่งสำหรับการจับและปีนขึ้นไปบนหน้าผาเท่านั้น แถมไม่มีเครื่องมือเพื่อป้องกันการร่วงหล่นลงมาอีกด้วย หัวใจจะวาย

4.Ice Climbing เป็นกีฬาประเภทปีนเหมือนกัน แต่เป็นการปีนหน้าผาน้ำแข็ง ความอันตรายคือโอกาสที่คนปีนจะร่วงลงมานั้นมีสูงมาก เพราะน้ำแข็งนั้นอาจจะมีการยุบตัวลงได้ตลอดเวลา คิดแล้วน่าหวาดเสียวที่สุด

5.Hell Skiing เป็นการเล่นสกีที่ไม่ธรรมดาเพราะผู้เล่นจะต้องกระโดดออกมาจากเฮลิคอปเตอร์ที่บินมาส่งบนยอดเขาก่อนที่จะสกีลงมาจากความชันที่อาจจะสูงถึง 60 องศาเลยทีเดียว จุดอันตรายของ Hell Skiing คือเริ่มตั้งแต่การกระโดดลงมาจากเฮลิคอปเตอร์แล้ว ระหว่างสกีอาจจะมีหิมะถล่มและหลุมหิมะที่ผู้เล่นคาดเดาไม่ได้อีกด้วย อันตรายรอบด้านขนาดนี้ก็ยังมีคนชอบเสี่ยงไปเล่นไม่ขาดสายเลยล่ะ

นี่เป็นเพียงส่วนหนึ่งของกีฬาเอ็กซ์ตรีมที่ขอบอกว่าใครใจไม่กล้าจริงคงเล่นไม่ได้แน่ คำถามคือแล้วทำไมรู้ว่าเสี่ยงแต่ยังมีคนชอบเล่นกีฬาประเภทนี้อยู่ทั่วโลก มีข้อมูลงานวิจัยจากผู้เชี่ยวชาญได้กล่าวว่า กีฬาเสี่ยงอันตรายนั้นมีความสัมพันธ์ทางด้านจิตใจของผู้เล่น เพราะเป็นการปลดปล่อยตัวเองจากกฎกติกา ข้อบังคับมากมายในการเล่นกีฬาแบบปกติรวมถึงกฎเกณฑ์ในการใช้ชีวิตประจำวันที่มีความเครียดแฝงอยู่มากมาย การเล่นกีฬาเอ็กซ์ตรีมบางประเภท เช่น การปีนเขา หรือปีนหน้าผา ผู้เล่นส่วนใหญ่มีความชื่นชอบที่จะได้สัมผัสและอยู่กับธรรมชาติในป่ารอบ ๆ ตัว เป็นการหลีกหนีความจำเจและชีวิตที่วุ่นวายในเมือง จึงถือว่าการเล่นกีฬาผาดโผนเป็นการปลดปล่อยความเครียดอีกรูปแบบหนึ่งด้วยการหาความแปลกใหม่ที่ท้าทายความสามารถด้วยนั่นเอง

อยากหุ่นดี ฟิตแอนด์เฟิร์ม มาออกกำลังกายเบา ๆ ด้วยวิธี Body Balance กันเถอะ

เมื่อเทรนด์รักสุขภาพมาแรงอย่างต่อเนื่อง คนหันมาใส่ใจดูแลสุขภาพและรูปร่างกันมากขึ้น ไม่ว่าจะหันไปทางไหนก็จะเห็นคนมีรูปร่างดี ผิวพรรณสดใสกันเต็มไปหมด การออกกำลังกายแบบ Body Balance ก็เป็นหนึ่งในการออกกำลังที่ช่วยดูแลสุขภาพได้ดีมาก และตอนนี้เป็นที่ยอมรับว่ามีทางเลือกสำหรับการออกกำลังกายมากมายหลายวิธี เพื่อเป็นแรงจูงใจให้คนที่ไม่เคยออกกำลังกายหรือมีข้ออ้างต่าง ๆ อยากหันมาออกกำลังกายเป็นประจำมากขึ้น เราจึงอยากนำเสนอให้คุณมาออกกำลังกายแบบบอดี้บาลานซ์ ที่ให้ประโยชน์ต่อสุขภาพมากมายอย่างที่คุณอาจจะนึกไม่ถึงมาก่อน

ออกกำลังกายแบบ Body Balance เบา ๆ แต่ได้ประโยชน์มหาศาล

Body Balance คือการออกกำลังกายแบบที่ไม่หนักมากเกินไป คนที่อยากเข้าฟิตเนสแต่ไม่รู้ว่าจะเริ่มออกกำลังกายแบบไหนหรือไปเข้าคลาสไหนดี แนะนำว่าสามารถเริ่มออกกำลังกายด้วยคลาสบอดี้บาลานซ์ได้ง่ายมาก เพราะบอดี้บาลานซ์ คือ การรวมการออกกำลังกายไว้ 3 แบบด้วยกัน นั่นคือ ไทชิ โยคะ และพิลาทิส เป็นการเคลื่อนไหวร่างกายเริ่มด้วยการวอร์มอัพร่างกายแบบไทชิ หรือโยคะให้พร้อมก่อนไปสู่สเต็ปต่อไป จากนั้นจึงเริ่มเข้าสู่ช่วงกลางคือโยคะ และพิลาทิส โดยเพิ่มน้ำหนักในการเคลื่อนไหวมากขึ้นบวกกับการที่ต้องควบคุมลมหายใจเข้าออกช้า ๆ ให้สัมพันธ์ไปพร้อม ๆ กับการเคลื่อนไหวร่างกายในท่วงท่าต่าง ๆ

การเล่น Body Balance ในแต่ละคลาส จะมีครูฝึกเป็นผู้นำเพื่อให้คนที่เข้าคลาสได้ทำท่าตามอย่างถูกต้อง โดยเฉพาะมือใหม่ที่เริ่มต้นเข้าคลาส โดยส่วนใหญ่แล้วครูฝึกจะเตรียมกำหนดท่าทางต่าง ๆ มาเป็นอย่างดี บรรยากาศการออกกำลังกายแบบบอดี้บาลานซ์จะมีเพลงที่เปิดไปพร้อมกับการเคลื่อนไหวร่างกายประมาณ 10-11 เพลงในแต่ละช่วงของเพลงจะมีท่าให้เล่นประมาณ 4-5 ท่า ซึ่งเป็นเพลงร่วมสมัยให้ผู้เล่นเกิดความรู้สึกผ่อนคลายและยังทำให้ไม่รู้สึกเบื่อหน่าย ส่วนทำนองเพลงที่ใช้มักจะกำหนดมาอย่างเหมาะสม และลงตัวกับท่วงท่าในการออกกำลังกาย ซึ่งเราขอนำเสนอท่าต่าง ๆของคลาสบอดี้บานลานซ์ เพื่อเป็นความรู้เบื้องต้นสำหรับคนที่สนใจกันคร่าว ๆ ดังนี้

ท่ามาตรฐานของการออกกำลังกายแบบ Body Balance

เริ่มต้นคลาสเพลงที่ 1 Warm up หรืออบอุ่นร่างกายด้วยการทำไทชิ (หรืออาจจะเริ่มด้วยท่าอบอุ่นร่างกายแบบโยคะก็ได้)

เพลงที่ 2 ท่า Sun Salutation หรือเรียกว่า ท่าไหว้พระอาทิตย์ เป็นท่าโยคะพื้นฐานที่เสริมสร้างความแข็งแรงของกล้ามเนื้อได้ทุกส่วน

เพลงที่ 3 การฝึก Standing Strength เป็นท่าที่ช่วยเน้นสร้างความแข็งแรงของกล้ามเนื้อต้นขาได้ดีเยี่ยม

เพลงที่ 4 ฝึกท่า Balance เป็นท่าฝึกการทรงตัวของร่างกาย

 เพลงที่ 5 การฝึกท่า Hip Opener หรือท่าเปิดสะโพก เป็นหนึ่งในท่าออกกำลังแบบโยคะ

เพลงที่ 6 การฝึก Abdominal การนำท่าเล่นที่เน้นบริหารช่วงท้องตามแบบพิลาทิส

เพลงที่ 7 การฝึก Core Back ท่าฝึกความยืดหยุ่นและความแข็งแรงของกล้ามเนื้อหลัง

เพลงที่ 8 การทำท่า Twist เป็นท่าการบิด ยืดลำตัว หน้าอกและหัวไหล่เป็นต้น

เพลงที่ 9 การฝึก Hamstring Stretch เป็นท่ายืดเหยียดที่ช่วยยืดกล้ามเนื้อต้นขาด้านหลัง ทำให้เกิดความยืดหยุ่น

เพลงที่ 10 Relaxation เป็นช่วงของการผ่อนคลายร่างกาย เช่น การนอนนิ่ง ๆ ในท่าศพแบบโยคะ และกำหนดลมหายใจเข้าออกแบบช้า ๆ

เพลงที่ 11 Recover เป็นการดึงพลังของร่างกายให้กลับมารู้สึกตัวหลังจากที่ได้นอนพักนิ่ง ๆ ไปแล้วเป็นการปิดท้ายของการออกกำลังแบบบอดี้บาลานซ์

เมื่อพิจารณาจากการฝึกท่าต่าง ๆ แบบ Body Balance ตามข้างบน จะเห็นว่าทุก ๆ ท่าที่ฝึก ต่างได้ให้ประโยชน์ในทุกส่วนของร่างกาย ทั้งได้ความแข็งแรง ความยืดหยุ่น ความสมดุลและที่สำคัญการทำท่าอย่างต่อเนื่องทำให้ผู้เล่นมีสมาธิจดจ่ออยู่กับการเคลื่อนไหว รวมถึงการกำหนดลมหายใจที่ถูกต้องสามารถช่วยในเรื่องการผ่อนคลายของจิตใจและร่างกายได้ดีเยี่ยม หากฝึกบอดี้บาลานซ์เป็นประจำรับรองว่าจะทำให้คุณมีสุขภาพแข็งแรงจากภายใน มีรูปร่างที่ฟิตแอนด์เฟิร์ม บุคลิกดีและมีความมั่นใจเพิ่มขึ้นอีกด้วย ถือว่าได้ออกกำลังกายเบา ๆ แต่ได้ประโยชน์ไม่เบาเลยทีเดียว

การฝึกโยคะด้วยท่าไหว้พระอาทิตย์ ท่าพื้นฐาน แต่มีประโยชน์ขั้นเทพ

โยคะ ถือเป็นทั้งศาสตร์และศิลป์ในด้านการออกกำลังกายที่มีรากฐานมาจากประเทศอินเดีย เพราะผู้ฝึกโยคะนอกจากจะได้ปรับสมดุลของร่างกายให้มีทั้งความยืดหยุ่นและความแข็งแรง โยคะยังช่วยให้จิตใจของผู้ฝึกมีความสงบและผ่อนคลายได้อย่างเหลือเชื่อ ถ้าหากจะเอ่ยถึงประวัติความเป็นมา การฝึกฝนท่าต่าง ๆ ของโยคะทั้งหมด ก็คงจะต้องใช้เวลามากพอสมควร วันนี้จึงขอหยิบยกท่าโยคะที่เรียกง่าย ๆ ว่า “ท่าไหว้พระอาทิตย์” ซึ่งเป็นท่าพื้นฐานสำหรับการเริ่มต้นไปสู่การฝึกฝนโยคะในท่าอื่น ๆ ต่อไป

ท่าไหว้พระอาทิตย์ (Sun Salutation) 12 ท่า ฝึกง่าย ให้ประโยชน์เยอะ

ท่าไหว้พระอาทิตย์” หรือมีชื่อเรียกอีกอย่างหนึ่งคือ “สุริยนมัสการ” (Surya Namaskar) เป็นท่าโยคะที่เปรียบเสมือนท่าไหว้ครูและเป็นการแสดงถึงความเคารพต่อพระอาทิตย์ ซึ่งจะต้องทำท่าต่อเนื่อง 12 ท่าต่อ 1 รอบ เป็นการการอบอุ่นร่างกายในช่วงเริ่มต้นของการฝึกโยคะ ผู้ฝึกจะต้องทำประมาณ 6-12 รอบ เพื่อเตรียมร่างกายให้มีความพร้อมของกล้ามเนื้อ ข้อต่อต่าง ๆ ในการฝึกในท่าต่อไป และเราขอนำชุดท่าไหว้พระอาทิตย์ทั้ง 12 ท่ามาให้คุณได้ลองฝึกตามแบบง่าย ๆ กัน ดังนี้

1. ท่าสัมมาทิฐิ ยืนตรงบริเวณหัวเสื่อโยคะ หัวแม่เท้าชิดกัน แยกส้นเท้าออกเล็กน้อย มองตรงไปข้างหน้า จากนั้นค่อย ๆ พนมมือไว้กลางอก ระหว่างนี้หายใจเข้าลึก ๆ และหายใจออกยาว ๆ

2. ท่าพระจันทร์เสี้ยว หายใจเข้าแล้วเหยียดแขนตรงขึ้นไปจนสุด ยืดกระดูกสันหลัง ยืดอกขึ้น ค่อย ๆ เอนตัวไปด้านหลัง แขนควรแนบใบหูทั้งสอง เงยหน้า สายตามองที่มือ

3. ท่ายืนก้มตัว ให้หายใจออกช้า ๆ แล้วโน้มตัวไปข้างหน้าจนฝ่ามือราบกับพื้น ผู้ฝึกใหม่อาจจะยังไม่สามารถใช้ฝ่ามือแตะพื้นได้จึงไม่ควรฝืน ให้ใช้มือจับที่ข้อเท้าแทน เหยียดขาตรง น้ำหนักลงปลายเท้า แต่หากปวดหลังสามารถงอเข่าได้เล็กน้อย ปล่อยศีรษะตามสบาย เมื่อฝึกบ่อย ๆ ร่างกายจะสามารถค่อย ๆ ยืดไปจนฝ่ามือแตะถึงพื้นได้เอง

4. ท่า Low Lounge หายใจเข้าช้า ๆ ฝ่ามือวางราบกับพื้น แล้วถอยเท้าขวาไปด้านหลัง วางเข่าขวาลงบนเสื่อ ยกตัวขึ้นมาให้หลังตรง ลดสะโพกให้ต่ำลงและยืดอกขึ้น เงยหน้าเชยคางเล็กน้อย มือสองข้างปล่อยข้างลำตัว หากฝึกเป็นประจำ จนตัวยืดหยุ่นดีเราจะใช้มือแตะพื้นได้เอง

5. ท่ากระดาน วางมือลงบนพื้นด้านหน้า แล้วถอยเท้าซ้ายคู่กับเท้าขวา ทำตัวตรง ขาตรงเป็นแนวกระดาน แขม่วหน้าท้องเล็กน้อย มองตรงไปด้านหน้า

6. ท่า 8 จุดสัมผัส หายใจออกช้า ๆ ลดเข่าแตะพื้นทั้งสองข้าง ปลายเท้าตั้ง แล้วค่อย ๆ ลดอกแตะพื้น ให้ก้นโด่งไว้ จากนั้นจึงใช้คางสัมผัสพื้นเบา ๆ ควรระวังอย่าให้น้ำหนักลงที่คาง ท่านี้ต้องใช้มือดันพื้นเพื่อช่วยกระจายน้ำหนัก ข้อศอกต้องหนีบเข้าหาลำตัว

7. ท่างู หายใจเข้าช้า ๆ ค่อย ๆ เลื้อยตัวไปข้างหน้า ยืดอกหรือพยายามดันอกไปด้านหน้า มือยันพื้นพยายามกดไหล่ให้ห่างหู เชยคางขึ้นเล็กน้อย

8. ท่า Downward Facing Dog หายใจออกช้า ๆ เอามือยันพื้นไว้ แขนเหยียดตรงแล้วดันสะโพกไปด้านหลังให้ก้นโด่งขึ้น ขาสองข้างเหยียดตรงและกระตุกเข่าให้ตรง พยายามอย่าเกร็งบ่า ไหล่ และศีรษะ ควรทิ้งลงสบาย ๆ ท่านี้ผู้ฝึกใหม่ ส้นเท้าอาจจะยังไม่สามารถวางแตะพื้นได้ ก็ให้ยกส้นเท้าไว้แต่ขาต้องเหยียดตรง

9. ท่า Low Lounge หายใจเข้า เงยหน้าแล้วก้าวเท้าขวาให้ไปอยู่ระหว่างมือ ถ้ายังไม่ถึงก็ค่อย ๆ กระเถิบเท้าไป วางเข่าซ้ายลง แล้วยกตัวขึ้นมา ยืดอกและลดสะโพกลงให้มากที่สุด (ทำคล้ายกับท่าที่ 4 แต่สลับข้างกัน)

10. ท่ายืนก้มตัว หายใจออก ก้าวเท้าซ้ายมาชิดเท้าขวา ก้มพับตัวลงไปและเหยียดขาตรง (งอได้เล็กน้อยหากรู้สึกปวดหลัง) น้ำหนักลงปลายเท้า มือวางราบกับพื้นหรือจับข้อเท้าไว้

11. กลับมาท่าพระจันทร์เสี้ยว หายใจเข้า เหยียดแขนขึ้นตรง ยืดอก ยืดลำตัวขึ้นและแอ่นหลังเล็กน้อย ท่านี้ต้องระวังการปวดหลังล่างจากการแอ่นมากเกินไป

12. สัมมาทิฐิ กลับมาที่ท่าแรก หายใจออก ลดมือลงมาพนมไว้ที่หน้าอก น้ำหนักลงที่ส้นเท้า หน้ามองตรง นับเป็น 1 รอบ และเตรียมพร้อมขึ้นต้นท่าใหม่ในรอบถัดไป

ชุดท่าไหว้พระอาทิตย์ทั้ง 12 กระบวนท่านั้น หากฝึกเป็นประจำทุกวัน โดยเฉพาะในยามเช้า จะทำให้คุณรู้สึกมีพลังและมีความสดชื่นพร้อมที่จะทำกิจกรรมอื่น ๆ ในวันนั้นต่อไปได้ดี เมื่อฝึกเป็นประจำ ร่างกายจะเริ่มมีความยืดหยุ่นมากขึ้น กล้ามเนื้อ ข้อต่อ เส้นเอ็นต่าง ๆ จะมีความแข็งแรง ส่วนจิตใจของผู้ฝึกก็จะไม่มีความเครียด รู้สึกสงบและมีสติมากขึ้นด้วย ลองหันมาฝึกโยคะกันรับรองจะต้องติดใจแน่นอน

เล่นกีฬา ช่วยพัฒนาสมอง ป้องกันอัลไซเมอร์

ถ้าหากจะพูดถึงประโยชน์ของการเล่นกีฬานั้น คงมีมากมายนับไม่ถ้วน อยู่ที่เราจะโฟกัสในด้านไหนมากที่สุด ซึ่งส่วนใหญ่แล้วไม่ว่าจะเล่นกีฬาประเภทใดก็ตาม หากไม่เสี่ยงอันตรายมากจนเกินไปและทำถูกวิธี กีฬาก็ให้คุณประโยชน์กับเราแทบทั้งนั้น ในวันนี้เราจึงขอนำเสนอประโยชน์ของการเล่นกีฬาที่มีส่วนช่วยป้องกันการเกิดโรคอัลไซเมอร์มาให้ทุกคนได้ทราบกัน เพราะโรคอัลไซเมอร์นั้นไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้ แต่เราสามารถป้องกันได้ด้วยวิธีง่าย ๆ อย่างการเล่นกีฬา

กีฬาที่ช่วยพัฒนาสมองให้ห่างไกลจากอัลไซเมอร์

อัลไซเมอร์ หรือ ภาวะสมองเสื่อม มักจะพบมากในผู้สูงอายุ ซึ่งโรคนี้เกิดจากการทำงานที่ผิดปกติของเซลล์ประสาทในสมอง ส่งผลให้ผู้ป่วยมีความจำแย่ลง และทำให้พฤติกรรมการใช้ชีวิตประจำวัน บุคลิกหรืออารมณ์เปลี่ยนแปลงไปอย่างเห็นได้ชัด หากมีภาวะสมองเสื่อมไปจนถึงระยะที่รุนแรง อาจจะถึงขั้นที่ผู้ป่วยไม่สามารถช่วยเหลือตนเองได้ เกิดโรคแทรกซ้อนต่าง ๆ จำใครไม่ได้ แขนขาอ่อนแรง ลุกไม่ได้ ทำให้ต้องนอนติดเตียงและมีอาการติดเชื้อแทรกซ้อนในที่สุด

คงเป็นความทรมานใจอย่างยิ่งหากเราต้องเห็นคนใกล้ชิดเจ็บป่วยด้วยโรคอัลไซเมอร์ รวมถึงตัวเราเองในอนาคตก็อาจจะมีความเสี่ยงกับภาวะสมองเสื่อมได้เช่นกัน เพราะฉะนั้นเรายังมีโอกาสป้องกันไม่ให้เกิดโรคได้ ด้วยการดูแลตัวเองตั้งแต่วันนี้ การเล่นกีฬาจึงเป็นทางเลือกที่ดีที่ไม่ใช่เป็นการป้องกันเพียงโรคเดียว แต่ยังได้ป้องกันจากโรคอื่น ๆ และได้ประโยชน์ต่าง ๆ มากมาย เรามาดูกันว่ากีฬาที่ว่านั้นคือกีฬาชนิดใด และช่วยป้องกันอัลไซเมอร์ได้จริงหรือไม่

1.กีฬาหมากรุก เป็นกีฬาที่ใช้ผู้เล่นเพียงสองคน และยังเล่นได้ทุกเพศ ทุกวัย สามารถนำมาเล่นกับคนในครอบครัวเป็นกิจกรรมที่กระชับความสัมพันธ์ได้เป็นอย่างดี กีฬาหมากรุกเป็นกีฬาที่ใช้สมองในการคิดวางแผนการเล่นอย่างระมัดระวัง ต้องมีทั้งสมาธิ มีไหวพริบและมีความคิดเชิงกลยุทธ์ในการเดินหมากแต่ละครั้งเพื่อเอาชนะฝ่ายตรงข้ามให้ได้

และในการที่ต้องใช้สมองคิดอย่างละเอียดถี่ถ้วนนี้ จึงทำให้กีฬาหมากรุกเป็นกีฬาช่วยพัฒนาสมองชั้นเยี่ยม ช่วยฝึกสมองในเรื่องของความจำ ช่วยคลายเครียดและลดความเสี่ยงของการเป็นโรคซึมเศร้า ซึ่งเป็นสาเหตุหนึ่งของโรคทางสมอง แถมหามาเล่นได้ง่าย ไม่สิ้นเปลืองอีกด้วย

2. กีฬาประเภทแอโรบิก ออกกำลังเบา ๆ แบบต่อเนื่อง เช่น การเดินเร็ว การวิ่งเหยาะ ๆ รำมวยจีน โยคะ หรือแม้แต่การเต้นรำ เช่น เต้นลีลาศในจังหวะที่ไม่เร็วเกินไป เน้นการเคลื่อนไหวของประสาทสัมผัสทั้ง 5 และต้องออกกำลังกายอย่างต่อเนื่องอย่างน้อย 20-30 นาทีเป็นต้นไป สัปดาห์ 3-5 วัน เพียงแค่นี้ก็สามารถช่วยป้องกันและลดภาวะการเสื่อมถอยของสมองได้ดี เนื่องจากได้ฝึกการใช้ประสาทสัมผัสเป็นประจำ

3. กีฬาปิงปอง หรือ Table Tennis เป็นการช่วยให้ร่างกายเคลื่อนไหวทั้งส่วนบนและส่วนล่าง เป็นการทำงานประสานกันระหว่างสายตาที่คอยจับจ้องลูกปิงปอง และมือที่ต้องคอยตีลูกโต้กลับ ส่วนสมองก็คิดวางแผนตอบโต้คู่ต่อสู้ในเวลาเดียวกัน เป็นการได้ใช้สมองหลาย ๆ ส่วนพร้อม ๆ กัน ทำให้สมองมีความตื่นตัวและไม่มีการเคลื่อนไหวร่างกายที่หนักจนเกินไป ผู้สูงอายุก็สามารถเล่นกีฬาปิงปองได้

การเล่นกีฬาประเภทต่าง ๆ ควรเล่นให้พอดีและเหมาะสมต่อสุขภาพร่างกายของเรา การออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอจะช่วยให้เรามีสุขภาพดี มีความกระฉับกระเฉง จิตใจแจ่มใส สมองปลอดโปร่งในที่สุดเราก็จะห่างไกลจากโรคอัลไซเมอร์ และโรคภัยไข้เจ็บอื่น ๆ ได้ นอกจากกีฬาแล้ว การกินอาหารที่มีประโยชน์และการพักผ่อนที่เพียงพอก็มีความสำคัญไม่แพ้กัน ดังนั้นควรหันมาดูแลตัวเองและคนใกล้ชิดตั้งแต่วันนี้จึงจะดีที่สุด

เล่นกีฬาได้โดยไม่ต้องเปลืองเงิน 4 กีฬาที่เล่นแล้วหุ่นดี มีตังค์เหลือ

 การเล่นกีฬาเกือบทุกประเภทต้องมีอุปกรณ์กีฬาเราถึงจะเล่นได้ แต่อุปกรณ์บางชนิดอาจมีราคาสูงมากจนกลายมาเป็นข้อจำกัดของการออกกำลังกาย แต่ถ้าหากเราเลือกเล่นกีฬาให้เหมาะสมกับตัวเราเองและมีจุดประสงค์ของการเล่นเพื่อสุขภาพที่แข็งแรงนั้น ยังมีกีฬาอีกหลายชนิดที่จะทำให้เราไม่ต้องกลัวว่าจะสิ้นเปลืองแถมยังได้สุขภาพและหุ่นดี ๆ กลับมาอีกด้วย

4 กีฬาเพื่อสุขภาพ เล่นได้ง่าย ๆ ไม่เปลืองเงิน

1.การวิ่ง เป็นกีฬาที่ใช้อุปกรณ์น้อย มีเพียง 1 อย่างที่ควรให้ความสำคัญนั่นคือ รองเท้าสำหรับวิ่ง มีราคาเริ่มตั้งแต่หลักร้อยไปจนถึงหลักพันต้น ๆ ที่มีคุณภาพดีและยังใช้ได้นานเพียงแต่ควรเลือกให้เหมาะกับรูปแบบของเท้าเราเพื่อใส่สบายและช่วยลดหรือป้องกันความเสี่ยงจากแรงกระแทกเวลาที่ลงน้ำหนักในการวิ่งแต่ละครั้ง

การไปวิ่งแบบไม่ต้องเสียเงิน คือเลือกวิ่งในสวนสาธารณะใกล้บ้าน สนามกีฬากลางประจำจังหวัดที่ปัจจุบันจะเปิดให้ประชาชนได้เข้ามาใช้พื้นที่ออกกำลังกายแบบไม่เสียค่าใช้จ่าย หรือพื้นที่ใกล้เคียงที่ปลอดภัยและไม่มีรถราวิ่งพลุกพล่าน เช่น ถนนรอบ ๆ หมู่บ้าน เป็นต้น

2.การกระโดดเชือก อุปกรณ์สำหรับกระโดดเชือกนั้นหาง่าย ราคาไม่แพง เริ่มตั้งแต่หลักร้อยเช่นกัน ที่สำคัญความยาวควรได้มาตรฐานและพอดีกับส่วนสูงของเรา เราสามารถวัดได้ด้วยการยืนเหยียบเชือกตรงกึ่งกลางแล้วดึงเชือกทั้งสองข้างขึ้นตรง ๆ ถ้าความยาวพอเหมาะกับความสูงของเรา เชือกจะขึ้นมาอยู่ที่ระดับรักแร้พอดี

การกระโดดเชือกไม่จำเป็นต้องออกไปข้างนอกก็ได้ เราสามารถกระโดดเชือกเล่นที่ลานบ้านได้ หรือแม้แต่ห้องนั่งเล่น เพียงแต่ระวังว่าไม่ควรมีข้าวของวางอยู่รอบ ๆ รวมถึงสัตว์เลี้ยงหรือเด็ก ๆ บริเวณนั้น ป้องกันการแกว่งเชือกไปโดนเท่านั้นเอง

3.เปตอง เป็นกีฬาที่เล่นง่ายและเล่นได้ในทุกสนาม เช่น สนามดิน สนามหิน ยกเว้นที่เป็นคอนกรีตและพื้นหญ้า โดยเล่นในที่ร่มก็ได้ กลางแจ้งก็ได้เป็นกีฬาที่ต้องเล่นเป็นทีมและแบ่งเป็น 2 ฝ่าย ซึ่งลูกเปตองหรือเรียกว่า ลูกบูล 1 เซ็ตจะมี 3 ลูก ราคาก็มีตั้งแต่หลักร้อยขึ้นไป หากต้องเล่นแข่งขันเปตองก็ต้องมีลูกเปตอง 2 เซ็ต

เปตองเป็นกีฬาที่นิยมอย่างแพร่หลาย ในหมู่บ้านหรือชุมชนมักจะมีสนามเปตองส่วนกลางไว้ให้ลูกบ้านมาร่วมเล่นด้วยกัน ถ้าคุณไม่ได้ซื้อลูกเปตองเองก็อาจจะขอเข้าร่วมเล่นกับสมาชิกคนอื่น ๆ ในหมู่บ้าน หรืออาจขอเข้าร่วมชมรมเปตองในพื้นที่ชุมชนที่เราอาศัยอยู่ เราก็สามารถไปร่วมเล่นได้ อาจจะมีค่าสมาชิกชมรมบ้างแต่ไม่แพงแน่นอน เผลอ ๆ บางชุมชนได้รับงบประมาณสนับสนุนการเล่นกีฬา อาจจะเล่นได้ฟรีเพราะไม่ได้เป็นกีฬาที่ใช้พื้นที่สนามและอุปกรณ์การเล่นสิ้นเปลืองมากมายเลย

4.แบดมินตัน อุปกรณ์ที่ใช้ก็คือไม้แบดมินตันและลูกแบดมินตันที่เราคุ้นเคยและเรียกว่า ลูกขนไก่ ถือว่าเป็นอุปกรณ์กีฬาที่ไม่แพงและหาง่าย กีฬาแบดมินตันส่วนใหญ่จะเล่นกันเป็นคู่ ราคาไม้แบดมินตันเริ่มต้นที่หลักร้อย คุณภาพปานกลางก็ใช้ได้ดีทีเดียว ส่วนลูกขนไก่ก็ใช้เล่นได้นานพอสมควรถ้ามือสมัครเล่นไม่เน้นตบหนักก็ใช้เล่นได้ไปยาว ๆ

การเล่นแบดมินตันไม่จำเป็นจะต้องไปเล่นที่สนามแบดมินตันจริงเสมอไป คุณสามารถเล่นสนามหญ้าหน้าบ้าน ลานกีฬาในหมู่บ้านหรือชุมชน เพียงเท่านี้ก็สามารถเป็นการออกกำลังกายเพื่อสุขภาพได้ดีเยี่ยม

 แต่ถ้าหากอยากได้อารมณ์เล่นในสนามจริง เดี๋ยวนี้กีฬาแบดมินตันส่วนใหญ่จะมีสนามฝึกซ้อมหรือที่เราเรียกว่า คอร์ทแบดมินตันเปิดให้เช่าเล่นเป็นรายชั่วโมงอยู่มากมาย คุณอาจจะนัดเพื่อน ๆ ที่ชื่นชอบกีฬาแบดมินตันไปเล่นด้วยกันและแชร์ค่าเช่าสนามกันได้ โดยค่าเช่าคอร์ทส่วนใหญ่เริ่มต้นหลักร้อย หารกันหลายคนก็ถือว่าไม่แพงเลยถ้าเทียบกับสุขภาพที่ดีทั้งกายและใจของเราที่จะได้รับกลับมา

กีฬาทุกประเภทให้ประโยชน์มากมายต่อร่างกายของคนเราหากเลือกเล่นอย่างเหมาะสม ไม่จำเป็นต้องเล่นกีฬาที่ต้องใช้อุปกรณ์ที่มีราคาสูงจนเกินไปหรือการใช้อุปกรณ์ที่ไม่จำเป็นและทำให้เราสิ้นเปลืองโดยใช่เหตุ  เพียงเท่านี้คุณก็สามารถมีสุขภาพร่างกายแข็งแรงและมีรูปร่างที่ดีได้เช่นกัน

5 กีฬาที่สามารถเล่นได้โดยไม่ต้องง้อใคร

เทรนด์การออกกำลังกายกำลังได้รับความนิยมอย่างมากในหมู่คนรุ่นใหม่ที่มีใจรักสุขภาพ หลายคนมองหากีฬาที่ตัวเองถนัดและชื่นชอบ แต่กีฬาส่วนใหญ่จำเป็นต้องมีผู้อื่นเล่นด้วย แม้ตัวเรามีความพร้อมในการออกกำลังอย่างมาก หากเพื่อนหรือคนรู้จักว่างไม่ตรงกันก็ไม่สามารถสนุกกับกีฬาเหล่านั้นได้ วันนี้จึงขอพาไปทำความรู้จักกับ 5 ชนิดกีฬาที่สามารถเล่นด้วยตัวคนเดียวได้

1. วิ่ง

การวิ่งถือเป็นกีฬาที่ดีต่อสุขภาพ เหมาะกับทุกเพศทุกวัย แถมยังได้ชื่อว่าเป็นกีฬาที่ประหยัดที่สุด เนื่องจากมีรองเท้าที่เหมาะสมเพียงแค่คู่เดียวก็สามารถเล่นกีฬานี้ได้ ผู้เล่นสามารถเลือกใช้ความเร็วและระยะทางให้เหมาะสมกับสภาพร่างกายของตัวเอง ซึ่งหากมีความชำนาญมากพอก็สามารถเลือกท้าทายตัวเองด้วยการเข้าร่วมงานวิ่งต่าง ๆ ที่จัดขึ้นทั่วประเทศได้ โดยอาจเริ่มจาก Fun Run ระยะทาง 5 กิโลเมตร จากนั้นค่อยขยับไปเป็นมินิมาราธอน 10.5 กิโลเมตร ฮาล์ฟมาราธอน 21 กิโลเมตร ไปจนถึงมาราธอนเต็มรูปแบบที่ 42.195 กิโลเมตรในที่สุด

2. ว่ายน้ำ

ว่ายน้ำนับเป็นอีกหนึ่งชนิดกีฬายอดฮิต เพราะนอกจากจะได้ใช้ร่างกายทุกส่วนในการออกกำลังกายแล้ว ยังถือเป็นการคลายร้อนไปในตัวด้วย ซึ่งการว่ายน้ำช่วยเผาผลาญแคลอรี่ได้เป็นจำนวนมาก ผู้เล่นสามารถเลือกใช้ท่าว่ายน้ำตามที่ตัวเองถนัดได้ ไม่ว่าจะเป็นท่าฟรีสไตล์, ท่ากรรเชียง, ท่ากบ และท่าผีเสื้อ นอกจากนั้นการออกกำลังกายในน้ำยังไม่ทำให้ข้อต่อทุกส่วนในร่างกายไม่ได้รับแรงกระแทกอีกด้วย

3. ปั่นจักรยาน

กีฬาปั่นจักรยานเป็นสิ่งที่หลายคนคุ้นเคยมาตั้งแต่วัยเด็กเพื่อออกไปเรียนรู้โลกกว้าง ปัจจุบันมีจักรยานหลายประเภทให้ผู้เล่นเลือกใช้ได้ตามความชอบและกำลังทรัพย์ ตั้งแต่ Utility Bike หรือจักรยานแม่บ้านที่มีตะกร้าหน้ารถ, BMX จักรยานที่เหมาะกับทุกสภาพถนนที่เราคุ้นเคย, Mountain Bike จักรยานที่ออกแบบมาเพื่อใช้วิ่งบนทางวิบากหรือขึ้นเขา ไปจนถึง Fix Gear จักรยานที่ไม่มีเกียร์ทรงคลาสสิค โดยเราสามารถใช้การปั่นจักรยานเป็นการออกกำลังกายควบคู่ไปกับการเดินทางในชีวิตประจำวันได้อีกด้วย

4. สควอช

สควอช เป็นกีฬาที่คล้ายกับเทนนิสแต่ไม่จำเป็นต้องมีผู้อื่นเล่นด้วย โดยเป็นการตีลูกอัดกำแพงและอาศัยแรงสะท้อนจากผนังกลับมา การเล่นสควอชจำเป็นต้องใช้อุปกรณ์คือไม้แร็กเกตและลูกสควอช ซึ่งลูกสควอชนั้นจะแบ่งเป็น 4 สี คือ ลูกจุดสีฟ้า จะกระดอนเร็วและไกลเหมาะกับผู้เล่นมือใหม่ ส่วนลูกจุดสีแดง จะมีความเร็วและกระดอนน้อยกว่า สำหรับคนที่ชำนาญแล้วและเหมาะสำหรับการออกกำลังกาย ส่วนลูกจุดสีขาวและสีเหลือง จะกระดอนช้านิยมใช้สำหรับการแข่งขัน

5. กระโดดเชือก

                กระโดดเชือก อีกหนึ่งชนิดกีฬาที่ง่ายและประหยัด แค่เชือกสำหรับกระโดดเส้นเดียวก็สามารถออกกำลังกายได้แล้ว แถมยังช่วยเผาผลาญแคลอรี่ได้มากถึง 800-1,000 แคลอรี่ต่อชั่วโมง แม้จะดูว่าเป็นการออกกำลังกายของเด็ก แต่ปัจจุบันก็ได้มีการจัดแข่งขันกระโดดเชือกชิงแชมป์โลกเป็นประจำอีกด้วย

แม้จะเล่นเพียงคนเดียว แต่ทั้ง 5 ชนิดกีฬาก็ช่วยให้กล้ามเนื้อส่วนต่าง ๆ ของร่างกายได้ถูกใช้งาน เสริมสร้างการทำงานของหัวใจและปอดให้แข็งแรง ผ่อนคลายความเครียด และยังมีส่วนช่วยในการควบคุมน้ำหนักได้ดีไม่ต่างจากการเล่นกีฬาเป็นหมู่คณะ เรียกได้ว่าเล่นคนเดียว เหนื่อยคนเดียว ก็ได้ประโยชน์คนเดียวเต็ม ๆ

วิ่งอย่างไรให้ถูกวิธี หากวิ่งผิดวิธีจะเกิดผลเสียอย่างไร

การออกกำลังกายโดยการวิ่งเป็นที่นิยมกันมากในหมู่นักกีฬาทุกประเภท หรือแม้แต่คนที่อยากจะออกกำลังกายเพื่อให้มีสุขภาพร่างกายที่แข็งแรงก็ตาม แต่หลาย ๆ คนยังไม่เข้าใจการออกกำลังกายโดยการวิ่ง และไม่ทราบวิธีการวิ่งที่ถูกต้อง การวิ่งที่ผิดวิธีจะส่งผลให้เกิดอาการบาดเจ็บได้ง่าย ฉะนั้นการวิ่งอย่างถูกต้องและการใช้วิธีการวิ่งที่ช่วยลดการเกิดอาการบาดเจ็บจึงเป็นสิ่งสำคัญที่ทุกคนควรทราบก่อนที่จะเริ่มวิ่ง

สิ่งแรกที่ต้องทำก่อนเริ่มออกกำลังกายโดยการวิ่งเลยก็คือ การยืดกล้ามเนื้อ ซึ่งการยืดกล้ามเนื้อก่อนออกกำลังกาย 10- 15 นาทีนั้นจะช่วยให้กล้ามเนื้อผ่อนคลาย และป้องกันอาการบาดเจ็บที่จะเกิดขึ้นจากส่วนข้อต่อต่าง ๆ ตามร่างกาย เคยสังเกตหรือไม่เมื่อเราไม่ได้ยืดกล้ามเนื้ออย่างเหมาะสมก่อนการวิ่งแล้วนั้น จะทำให้กล้ามเนื้อของเราเกิดอาการตึง เกร็ง หลังจากการวิ่ง หรือเกิดขณะยังวิ่งอยู่ อาการตึง เกร็ง ดังกล่าวจะทำให้เกิดอาการบาดเจ็บได้ในอนาคต ดังนั้นสิ่งที่ควรทำอย่างยิ่งเลย ก่อนจะวิ่งทุกครั้งนั่นก็คือ การให้ร่างกายได้ยืดก่อนออกกำลังกาย

เมื่อเรายืดกล้ามเนื้อเสร็จแล้วส่วนต่อไปที่ควรจะทำก็คือ “warm up” หรือการอบอุ่นร่างกายเพื่อทำให้ร่างกายมีความร้อน และเป็นการกระตุ้นกล้ามเนื้อก่อนเริ่มออกกำลังกาย โดยการเคลื่อนไหวช้า ๆ อาจจะทำโดนการเดิน หรือเดินเร็ว ก่อนการวิ่งอย่างจริงจัง การวอร์มอัพทุกครั้งก่อนการออกกำลังกาย หรือการวิ่งด้วยความเร็วทุกครั้งจะช่วยป้องกันอาการบาดเจ็บที่อาจเกิดขึ้นระหว่างการวิ่งได้

การวิ่งที่ถูกต้อง ที่จะช่วยลดอาการบาดเจ็บนั้น จะต้องลงข้อเท้าให้พอดีกับพื้นไม่ลงน้ำหนักแรงเกินไป หรือลงน้ำหนักไปที่ส่วนของส้นเท้ามากเกินไป หากลงน้ำหนักไปที่ส้นเท้ามากเกินไปจะทำให้เอ็นข้อเท้าบาดเจ็บหรือฉีกขาดได้ รวมไปถึงจะส่งผลให้มีอาการบาดเจ็บที่หน้าแข้งอีกด้วย

ไม่วิ่งตัวตรงเกินไป หรือแอ่นหน้าอกมากเกินไป การวิ่งแบบนี้จะทำให้เกิดอาการบาดเจ็บ และเกิดอาการปวดบริเวณหลังได้ ดังนั้น การทรงตัวที่ถูกต้องขณะวิ่งควรจะพอดี อาจจะโน้มตัวไปข้ามหน้าประมาณ 10 องศาจะช่วยลดอาการบาดเจ็บระหว่างการวิ่ง และหลังจากการวิ่งได้

หลังจากเราได้ออกกำลังกายโดยการวิ่งเสร็จแล้วนั้นอีกหนึ่งสิ่งที่สำคัญไม่แพ้ การวิ่งที่ถูกวิธี การวอร์มอัพ และการยืดกล้ามเนื้อก่อนการวิ่งนั้นก็คือ “การคูลดาวน์” คือการเคลื่อนไหวเบา ๆ ก่อนที่จะหยุดออกกำลังกาย อาจจะทำโดยการ เดินอย่างช้า ๆ การเคลื่อนไหวร่างกายอย่างช้า ๆ จะช่วยให้การไหลเวียนของเลือดไหลเวียนไปเลี้ยงส่วนต่าง ๆ ได้ดีขึ้น ผลให้เมื่อเราหยุดออกกำลังกายจะลดอาการปวดเมื้อยตามกล้ามเนื้อ และกล้ามเนื้อจะสามารถฟื้นฟูได้เร็วขึ้น

การออกกำลังกายที่ถูกต้องก็เป็นสิ่งสำคัญ และเชื่อว่าหากเพื่อน ๆ คนไหนได้ลองปฏิบัติตาม ข้อควรปฏิบัติก่อนการวิ่ง และวิธีวิ่งที่ถูกต้องแล้ว จะช่วยลดอาการที่ไม่พึงประสงค์ได้อย่างแน่นอน

หากคุณกำลังเครียด ลองผ่อนคลายด้วยการเล่นโยคะดูมั้ย

การออกกำลังกายโดยการเล่นโยคะนั้น เป็นการออกกำลังกายที่ได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะสาว ๆ ที่หลงไหลในการออกกำลังกายและการดูแลสุขภาพ มักหาเวลาว่างในการเล่นโยคะอยู่เสมอ แล้วการเล่นโยคะที่สาว ๆ ชอบกันนั้น ให้ประโยชน์อะไรกับร่างกายของเราบ้างล่ะ?

การเล่นโยคะเป็นการออกกำลังกายที่เสริมสร้างความยืดหยุ่นของร่างกายได้เป็นอย่างดี ทำให้กล้ามเนื้อมีความยืดหยุ่น และอ่อนตัวมากขึ้น ส่งผลให้การเคลื่อนไหวร่างกายเป็นไปอย่างคล่องตัวมากขึ้น การเล่นโยคะเป็นประจำยังช่วยเสริมสร้างความแข็งแรงให้กับกล้ามเนื้ออีกด้วย ซึ่งการเล่นโยคะจะช่วยเพิ่มสมรรถภาพความอึดทนของร่างกายได้เป็นอย่างดี  

นอกจากความยืดหยุ่น ความคล่องตัว และความแข็งแรงแล้ว การเล่นโยคะอย่างสม่ำเสมอจะช่วยทำให้ร่างกายมีความสมดุลมากขึ้น มีบุคลิกที่ดีมากยิ่งขึ้น หลายคนต้องนั่งทำงานอยู่กับที่เป็นเวลานาน ๆ การนั่งทำงานนาน ๆ ก็อาจจะส่งผลให้เกิดความเมื่อยล้า และทำให้นั่งหลังค่อมอยู่เป็นประจำโดยไม่รู้ตัว การเล่นโยคะจะช่วยแก้อาการเหล่านี้ ทั้งยังลดอาการปวดหลังได้เป็นอย่างดี เพราะเมื่อกล้ามเนื้อแกนกลางของเราแข็งแรงจะทำให้เรานั่งทำงานอย่างสมดุล เกิดความมั่นใจในตัวเองมากขึ้น ไม่ว่าจะนั่ง ยืน หรือเดิน ทั้งยังส่งผลดีต่อกล้ามเนื้อรอบ ๆ ข้ออีกต่างหาก

อีกหนึ่งประโยชน์ที่สำคัญ ที่ได้รับจากการเล่นโยคะเลย และเชื่อว่าหลาย ๆ คนที่เลือกเล่นโยคะเพราะ อยากให้การออกกำลังกายที่เราเลือกเล่นนั้น ช่วยลดความตึงเครียด ผ่อนคลายความกังวล จากความเครียดที่เกิดจากการทำงานของเราได้ เมื่อคุณเล่นโยะคะคุณจะต้องฝึกในส่วนของการหายใจ และต้องกำหนดลมหายใจระหว่างการเล่น การเล่นโยคะบางท่าจะต้องใช้สมาธิและโฟกัสไปที่ลมหายใจ ส่งผลให้ผู้เล่นมีการหายใจที่ดีขึ้น จิตใจสงบ เนื่องจากขณะที่ฝึก หรือเล่นโยคะนั้น จะต้องใช้สมาธิโฟกัสไปกับท่าทางต่าง ๆ และการกำหนดลมหายใจ ฉะนั้นเมื่อเล่นโยคะเป็นเวลานาน ๆ ก็จะช่วยลดความตึงเครียด ทำให้จิตใจผ่อนคลาย ไม่โฟกัสไปที่ปัญหา หรือการทำงานต่าง ๆ มากจนเกินไป ทั้งเมื่อเราใช้สมาธิจดจ่ออยู่กับสิ่งใดสิ่งหนึ่งได้แล้ว ผลจากการมีสมาธิ สติ ที่จดจ่อกับสิ่งนั้น ๆ ก็จะทำให้เรากลายเป็นคนที่มีสมาธิ และสติอยู่ตลอดเวลา เมื่อเจอปัญหาใด ๆ ก็สามารถหยุดคิดไตร่ตรองและแก้ปัญหากับสิ่งนั้นได้

การเล่นโยคะเป็นการออกกำลังกายที่ ได้ประโยชน์ต่อผู้ฝึก หรือผู้เล่นทั้งจากภายในและภายนอกไปพร้อม ๆ กัน นอกจากมันจะช่วยสร้างความแข็งแรงต่อร่างกายแล้ว ยังช่วยสร้างความแข็งแรงให้กับจิตใจของผู้เล่นได้อีกด้วย หากใครที่อยากออกกำลังกายเสริมสร้างกล้ามเนื้อ และฝึกสมาธิ ผ่อนเบาความตึงเครียดไปในขณะเดียวกัน การเล่นโยคะก็เป็นทางเลือกหนึ่งที่น่าสนใจ สำหรับผู้ที่สนใจในการออกกำลังกายเป็นอย่างมากเลยทีเดียว